เห็นคำถามลงท้ายว่า "ค่ะ..ขา" เป็นไม่ได้ อยากตอบทันที ทั้งๆ ที่บางทีก็ไม่รู้แต่ก็พยายามไปค้นหามา (ลงทุนเจงๆ)
มาเข้าเรื่องแบตเตอรี่ดีฝ่า...ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่าเป็นแบตเตอรี่แบบไหน คือแบบไม่ต้องเติมน้ำกลั่น แบบนี้ตัวแบตเตอรี่จะปิดทึบ หรือแบบดูแลบ้าง มีช่องเติมน้ำกลั่น แต่แทบไม่ต้องเติมเลย ขอเดาว่าของ "ญิงแว" (สงสัยใช้แวเรี้ยน แง๋มๆ ) น่าจะเป็นแบบต้องดูแลบ้าง ก็ให้ดูคำอธิบายตามสีที่ปรากฎ ถ้าเป็นสีเขียวหรือสีฟ้าแสดงว่าแบตฯ มีไฟเต็ม สีอื่นๆ เ่ช่น สีแดง น้ำกลั่นแห้ง สีขาวใส ไฟอ่อน อย่างนี้เป็นต้น ที่ตัวแบตฯ จะมีสติ๊กเกอร์แปะไว้ แ่ต่ละยี้ห้ออาจจะใช้สีที่ต่างกัน ถ้าเป็นสัญลักษณ์หรือสีไหน ก็แก้ไขตามอาการของมัน น้ำกลั่นแห้ง ก็เติม (ก็แหงล่ะ จะทำอย่างอื่นไปทำไม...ตอบไม่คิด) ถ้าไฟอ่อนก็ชาร์จไฟซ่ะ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ สตาร์ทรถ (ถัายังมีไฟพอสตาร์ตได้) แล้วเอาไปวิ่งไปขับ สักครึ่งชั่วโมงหรือนานกว่าก็ยิ่งดี วนไปวนมาแถวๆ บ้านนั่นแหล่ะ อย่าไปไกล เดี๋ยวมันดับแล้วจะเรื่องยาว ถ้าวิ่งแล้วกลับมาไฟเต็มเป็นสีเขียวก็โอเค ถ้ายังไม่เป็นสีเขียว ไว้ลองใหม่วันหลังเพราะรถที่วิ่งจะมีการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เอง ส่วนที่เหลือก็นำไปเก็บสำรองไว้ที่แบตเตอรี่ (แบบเดียวกับไขมัน คาร์โบไฮเดรต ที่กินเกินก็ไปเก็บไว้ในรูปของไกลโคเจน เอาไว้ใช้ยามที่เราอดอาหาร หรือไม่มีจะกินนั่นเอง) เท่ากับเป็นการชาร์จแบตเตอรี่ไปในตัว
ทีนี้ถ้าวิ่งยังไง หลายๆ วัน ก็ยังไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียวซ่ะทีนึง อย่าเพิ่งคิดว่าแบตจะเสียเสมอไป เพราะเพิ่งใช้มาแค่ปีนึงเอง ให้ดูที่ขั้วแบตว่ามีขี้เกลือหรือเปล่า ปกติถ้ามีขี้เกลือ แบตเตอรี่จะชาร์จไฟไม่ค่อยเ้ข้า ทำให้เรารู้สึกว่าแบตใกล้จะเสื่อมแล้ว (แต่อาการขี้เกลือมาเยือน ก็บ่งบอกว่าแบตลูกนั้นเฒ่าชะแรแก่ชราแล้วเหมือนกัน) ถ้ามีขี้เกลือก็จัดการซ่ะ แล้วลองนำรถำปวิ่งใหม่ิีอีกครั้ง นานๆ หน่อย ถ้าแบตยังไม่เสื่อมหรือเสีย มันจะชาร์จไฟเต็มกลับไปเป็นสีเขียวได้ ถ้าทำยังไงก็ไม่เขียวสักที ก็แสดงว่าแบตเสื่อมจริงๆ (มั้ง...อ้าว !) ค่อยเปลี่ยน.
10 ส.ค. 2011 , 01:45:03 น