• ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป



  • กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

    เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

    ผู้เขียน หัวข้อ: T4 VR6 สอบถามเรื่องการโยกเกียร์ระหว่าง D-3-2 หน่อยครับ  (อ่าน 596 ครั้ง)

    สรวิช

    • บุคคลทั่วไป
    จะใช้ T4 VR6 เกียร์ auto ไปดอยทางภาคเหนือครับ บางดอยก็ชันอยู่
    ถ้าทางขึ้นลงชัน ถ้าจะใช้การโยกคันเกียร์ช่วยในการไต่ขึ้น หรือช่วยเบรค
    เราสามารถโยกคันเกียร์ไปมาระหว่าง D-3-2 ในขณะที่รถแล่นอยู่
    โดยไม่ต้องกดปุ่มปลด lock ที่หัวเกียร์ และไม่ต้องเหยียบเบรค ใช่หรือเปล่าครับ
    อ่านคู่มือหน้า 62-63 มาเหมือนจะเป็นอย่างนั้น
    ( แต่ยังไม่เคยทำครับ ไม่แน่ใจเหมือนกัน กลัวแปลผิด เดี๋ยวเกียร์จะพังเอา )
    ( รู้สึกว่าถ้าจะโยกเข้าออกจากเกียร์ 1 จะต้องกดปุ่มปลด lock ที่คันโยก)

    และสมควรทำหรือเปล่าครับ การที่เราโยกไปมาระหว่าง D-3-2 ในขณะที่รถแล่นอยู่
    และเราเหยียบคันเร่งอยู่ เกียร์จะพังเร็วขึ้นหรือเปล่าครับ

    เพราะบางทีทางบนเขา จากทางลง สู่ทางขึ้นชันๆยาวๆ อาจต้องใช้แรงส่งจากทางลงเพื่อช่วยในการส่งขึ้น
    เกรงว่าถ้าไปเบรคให้รถหยุดสนิท แล้วค่อยโยกเปลี่ยนเกียร์ต่ำ รถจะเสียจังหวะ
    และอาจทำให้รถที่ตามมาเสียจังหวะไปด้วยน่ะครับ
    เสียวว่าเค้าจะชนเราเอา เพราะพอลงปุ๊บ กำลังจะขึ้น
    คันหลังเค้าอาจเหยียบคันเร่งส่ง ในขณะที่เราไปเบรคจนหยุดสนิท
    (ประเด็นนี้เห็นมีกระทู้ถามเร็วๆนี้ แต่ขอลองถามดูอีกทีนะครับ)

    หรือท่านใดมีเทคนิคในการใช้เกียร์ auto ของ T4 ในการขึ้นลงเขาอย่างไร
    แนะนำหน่อยนะครับ ขอบคุณมากครับ

    [ 24 ธ.ค. 2551 , 13:50:17 น

    สมศักดิ์

    • บุคคลทั่วไป
    สามารถโยกคันเกียร์ได้ตามต้องการครับ ไม่ต้องหยุดรถ หรือกดปุ่มปลดล็อคใดๆ การขับรถขึ้น-ลงเขาสมควรอย่างยิ่งที่ต้องใช้เกียร์ช่วยเบรค หรือส่งกำลังขึ้นทางชัน จะปลอดภัยกว่าใช้เบรคอย่างเดียวครับ ผมขับ B4 ข้ามถนนลอยฟ้าไปอุ้มผางมาแล้ว ทางโหดมากๆครับ ถ้าไม่ใช้เกียร์ช่วยเอาไม่อยู่แน่ๆครับ ทางลงดอยอ่างขางก็เอาเรื่องเหมือนกัน ตอนนั้นเชนเกียร์ไม่เป็น เล่นเอาเบรคไหม้ กว่าจะถึงพื้นควันโขมงเลยครับ ขอให้เที่ยวสนุกนะครับ
    24 ธ.ค. 2551 , 15:14:01 น

    ช่างเหอะ

    • บุคคลทั่วไป
    คันเกียร์ช่วงไหนโยกได้โดยไม่ต้องกดปุ่มก็โยกได้เลย ถ้าต้องกดปุ่มก็กด อยากโยกตอนไหนก็โยกไป ถ้าเขาจะให้โยกตอนหยุดเขาก็จะทำระบบล็อคไว้ ตามนั้นแหละไม่ต้องคิดมาก สมัยนี้อิเล็คทรอนิคส์ทำกันจนไม่ต้องมีคนขับแล้ว...
    ตอนขึ้นเขาจะขับด้วยเกียร์ D ไปเรื่อยๆก็ได้ แต่การเปลี่ยนเกียร์จะไม่ได้ดังใจ อยากได้เกียร์ไหนก็เลือกได้เอง ส่วนขาลงต้องอาศัยเครื่องฉุด ถ้ามันไหลเร็วก็กดมาที่ 3 ยังเร็วไปก็ลงมาที่ 2 แล้วก็ 1 ...เอาเป็นว่าให้ใช้เบรคเท่าที่จำเป็น เพราะเบรคมีความทนทานจำกัด ขาลงเขาเบรคต้องรับภาระเพิ่มเป็นหลายเท่าตัว ใช้แต่เบรคอย่างเดียวซักพักนึงอาจจะไม่มีเบรคให้ใช้ ก็ตัวใครตัวมัน....

    24 ธ.ค. 2551 , 16:00:00 น

    คนรักรถ

    • บุคคลทั่วไป
    แหม... ขนาดอ่านคู่มือ ยังกลัวว่าจะแปลผิด แล้วส่งผลให้เกียร์พัง

    แล้วถ้าผมบอกว่าเปลี่ยนได้เลย ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น จะไม่กลัวเกียร์พังเหรอครับ อิอิอิ

    แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆครับ เกียร์ยุคนี้ มันฉลาดแล้วครับ ถ้าคนขับใส่เกียร์ผิด เช่น ลงมา 1 เลยแต่ความเร็วเกินกว่าเกียร์ 1 จะรับได้ เกียร์มันก็จะยังไม่เปลี่ยนเป็น 1 ทันทีหรอกครับ มันจะรอจนความเร็วรถลดลงมาจนถึงความเร็วที่เหมาะสม ถึงจะเปลี่ยนลงเป็น 1 ให้

    เคยมีคนบอกผมเมื่อ 10 กว่าปีมาแล้วว่า "เกียร์ออโตรุ่นล่าสุด(ในตอนนั้น) ชักจะฉลาดกว่าคนขับซะแล้ว จะขับให้พังโดยตั้งใจ ได้ยากมาก" ซึ่งเมื่อดูคุณสมบัติแล้ว ก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยครับ แต่การไม่เปลี่ยนน้ำเกียร์โดยตั้งใจนี่ ไม่รู้ว่าอยู่ในข่ายหรือเปล่า แหะแหะแหะ

    เทคกะนิคของกระผมก็คือ ขาขึ้น ณ จุดนั้นเราขึ้นด้วยเกียร์ไหน (ต้องสังเกตไว้ก่อนครับ ก่อนจะลง) โดยดูจากความเร็วและรอบเครื่อง พอขาลง เราก็เลือกเกียร์นั้น ณ จุดนั้นแหละครับ ผู้สูงอายุที่มาด้วยก็ดูสบายใจดี แค่นี้แหละครับ


    24 ธ.ค. 2551 , 16:53:56 น

    วีระ

    • บุคคลทั่วไป
    ถอดจาก(ความทรงจำจาก)คู่มือ ของผมได้ประมาณนี้

    ทางชันน้อย (เดาเองว่าสัก 15 องศา) ไม่ว่าขึ้นหรือลง ให้ใช้เกียร์ตำแหน่ง 3
    ทางชันมาก (เดาเองว่าสัก 30 องศา) ไม่ว่าขึ้นหรือลง ให้ใช้เกียร์ตำแหน่ง 2
    ทางชันมากกว่านั้น (ไม่เดา) ไม่ว่าขึ้นหรือลง ให้ใช้เกียร์ตำแหน่ง 1

    ในทางปฏิบัติ(ของผมเอง) เมื่ออยู่ในทางชันมากในระยะทางหนึ่ง เช่น 5 กม. / ผมจะใส่เกียร์ตำแหน่ง 2 ไว้ และใช้ตำแหน่งนั้นไปตลอด - มันคือการให้สมองเกียร์เป็นผู้ตัดสินใจเอง ว่าจะเปลี่ยนไป-มา จาก 1-2-1-2 เมื่อไร ช่วงไหน - โดยเราไม่ไปแย่งการตัดสินใจมาเป็นของเรา  เพราะได้ข่าวว่าสมองเกียร์มันเก่ง (ไม่งั้นจะแพงขนาดนี้ได้ไง...) ให้มันเป็นพระเอกไปเถิด

    ประเด็นคำถามคุณสรวิช เหมือนว่า ระหว่างขึ้นลงทางชันอยู่ คนขับจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกตำแหน่งเกียร์เอง(แย่งบทพระเอกมาจากสมองเกียร์) - หรือพูดอีกอย่างนึงว่า "ใช้งานเกียร์ออโตแบบแมนนวล" - โดยถามว่า / ทำได้หรือไม่ - คำตอบตามที่ท่านอื่นว่าครับ / ทำอย่างนี้ ดีไหม - คงแล้วแต่การตัดสินใจ แต่ผมจะไม่ทำอย่างนั้นครับ คือไม่แย่งบทพระเอกจากสมองเกียร์ เพราะผมว่ามันคงคำนวณเก่งกว่าผม

    ให้ไว้เป็นข้อมูลครับ


    24 ธ.ค. 2551 , 17:24:07 น

    สรวิช

    • บุคคลทั่วไป
    ขอบคุณทุกๆท่านมากๆเลยนะครับ
    คือ ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกเท่าไหร่น่ะครับ ปกติก็ขับอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เข้า D อย่างเดียว
    จะเปลี่ยนเกียร์ในกรุงเทพฯ P-R-N-D ก็เหยียบเบรค รถจอดสนิททุกครั้ง
    ช่วงต้นมกราคม จะขับรถตู้ขึ้นดอย
    เลยไปอ่านในคู่มือภาษาอังกฤษ และสอบถามเพิ่มเติมจากท่านผู้รู้ใน web นี้น่ะครับ

    24 ธ.ค. 2551 , 18:13:19 น

    สรวิช

    • บุคคลทั่วไป
    ขอบคุณ คุณโชติ มากๆครับ
    25 ธ.ค. 2551 , 00:33:09 น

    vw-lkb

    • บุคคลทั่วไป
    ใช้รถvwให้เป็นขอให้ดูความร้อนของน้ำมันเครื่องด้วยครับ โดยเฉพาะเวลาขึ้นเขาลงเขา
    ยิ่งขึ้นภูเขาสูงๆอากาศเย็นมากๆในภาคเหนือ ดูความร้อนของน้ำอย่างเดียวไม่ได้ เข็มความร้อนของน้ำจะตกจนสุด แต่อุณหภูมิของน้ำมันเครื่องจะสูงมาก(ถ้าอัดขึ้นเขาแรงๆ)

    สำหรับผมเวลาขับขึ้นเขา ถ้าไม่รีบจะรักษารอบเครื่องให้ต่ำเข้าไว้เท่าที่จะทำได้โดยไม่ให้กำลังตก ซึ่งจะสัมพันธ์กับโหลดที่บรรทุกไป(น้ำหนัก) เพื่อที่เครื่องจะได้ไม่ร้อนเร็วครับ
    ปกติถ้ารู้ว่าขึ้นเขาชันๆเช่นอินทนนท์ หรืออ่างขาง ช่วงชันๆจะใช้รอบเครื่องอยู่แค่ 1500ถึง2000รอบ/นาทีเองครับ แล้วควบคุมให้อุณหภูมน้ำมันเครื่องไม่เกิน 110 องศาครับ

    สำหรับการใช้เกียร์ปกติก็ใช้ D ในการขับเป็นหลักอยู่แล้ว ยกเว้นพอขึ้นเขาทางชันขึ้น
    เหมือนอย่างคุณโชติว่า

    <<"ถ้าขึ้นเขาด้วยเกียร์ D จะเห็นว่าความเร็วจะค่อยๆลดลง จนถึงจุดหนึ่งเกียร์จะเปลี่ยนลงมาเอง และรอบเครื่องก็จะสูงขึ้น เพื่อให้มีกำลังที่จะพารถขึ้นไปได้

    ตอนที่แช่ D ไว้และความเร็วลดลงเรื่อยๆ ตอนนี้แหละที่เครื่องยนต์และเกียร์ทำงานเต็มที่ หลีกเลี่ยงเสียครับ

    ใช้เกียร์ที่มีกำลังเครื่องสำรองไว้ นั่นคือใช้ถูกต้อง

    จะรู้ได้อย่างไรว่า "มีกำลังสำรอง" ในเกียร์นั้น ก็ถ้ากดคันเร่งแล้วความเร็วเพิ่ม รอบเครื่องเพิ่ม โดยที่เกียร์ไม่ต้องเปลี่ยน นั่นแหละครับมีกำลังสำรอง ทั้งเครื่องและเกียร์จะไม่ทำงานหนักเกินไป และน้ำมันเกียร์ก็จะไม่ร้อนมากเกินไปครับ">>

    ถึงตอนกำลังตกก็จะเชนเกียร์มาตำแหน่ง 3 ซึ่งเกียร์จะทำงานแค่ 3-2-1 และถ้าวิ่งเกียร์สาม
    กำลังยังตกอีกก็เชนต่ำลงมาอีก อินทนนท์ หรืออ่างขาง ต้องเชนถึง 1(เวลาเชนไม่ต้องหยุดรถ)แต่จะเชนที่ความเร็วต่ำๆ เวลาเปลี่ยนเกียร์ให้นึกถึงเกียร์ธรรมดาที่ไม่สามารถเปลี่ยนเกียร์หนึ่งที่ความเร็วสูงได้เกียร์มันจะพัง(เกียร์สองเหมือนกันลองเปลี่ยนตอนวิ่งเร็วๆซิพังเหมือนกัน)
    เวลาเปลี่ยนก็ต้องถอนคันเร่งเหมือนกัน

    เกียร์ออโต้ขับขึ้นเขาสำหรับพวกหัดใหม่ดีกว่าเกียร์ธรรมดาอีก เพราะเกียร์จะตัดสินใจให้เวลากำลังตกไม่ต้องตัดสินใจเอง เวลาลงเขาก็ใช้ 3 หรือ 2 แล้วลงช้าๆใช้เบรคเท่าที่จำเป็นแค่นี้ก็ไปได้แล้วครับ....

    ขอให้เที่ยวมีความสุขครับ


    27 ธ.ค. 2551 , 10:39:00 น

    โชติ

    • บุคคลทั่วไป
    รถใหญ่ เวลาลงเขา ขอให้ช้าเอาไว้ก่อนเป็นปลอดภัยครับ
    ช้า นี้คือใช้เกียร์ให้ต่ำเข้าไว้
    ถ้าเป็นรถเก๋งใช้เกียร์ 3 ลง ในทางลาดชันเดียวกัน T4 อาจต้องใช้เกียร์ 2 นั่นหมายถึงต้องลดความเร็วให้ช้าลงด้วยนะครับ

    เพราะน้ำหนักมาก ถ้าเกียร์ต่ำไม่พอ ความเร็วจะเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก กว่าจะเปลี่ยนเกียร์ลงมาทัน ก็ต้องใช้เบรคมากเกินไปซะแล้วครับ

    ดังนั้น ช้าเข้าไว้ ดีกว่ามากครับ

    ขาขึ้น พึ่งสมองเกียร์เอาพอได้ อย่างมากถ้าใช้เกียร์ไม่ถูก เครื่องร้อน หรือเกียร์ตัด ก็จอดพักได้

    ขาลง ถ้าใช้เกียร์สูงเกินไป หรือปล่อยลงเร็วเกินไป อาจไม่มีโอกาสให้แก้ตัวครับ

    27 ธ.ค. 2551 , 19:07:32 น

    สรวิช

    • บุคคลทั่วไป
    เข้ามาดูอีกครั้ง จะเดินทางวันเสาร์นี้ครับ
    ขอบคุณทุกท่านมากๆที่ช่วยแนะนำนะครับ

    1 ม.ค. 2552 , 06:35:19 น

    • บุคคลทั่วไป
    kmZsPx
    18 เม.ย. 2553 , 17:18:41 น

    • บุคคลทั่วไป
    ขาลงเนิน หรือ ลงเขา สมองกลจะไม่ช่วยชะลอให้เรา  เพราะเขาไม่รู้ว่าจะวิ่งเร็วหรือช้า  

    ต้องเชนเกียร์ช่วยเอาเองนะ




    13 ต.ค. 2553 , 03:19:18 น

    • บุคคลทั่วไป
    ZvCJHX
    21 ก.พ. 2011 , 10:42:32 น

    • บุคคลทั่วไป
    hhvoben
    4 พ.ย. 2011 , 19:47:52 น

    • บุคคลทั่วไป
    dnhrtf
    23 พ.ย. 2011 , 19:03:14 น