• ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป



  • กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

    เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

    ผู้เขียน หัวข้อ: จากกระทู้3074 ว่าด้วย "ปัญหาวาล์ว"ในรถใช้ก๊าซ  (อ่าน 2356 ครั้ง)

    คนหายหน้า

    • บุคคลทั่วไป
    ...ลอกมาจากหนังสือประกอบการเรียนเรื่อง "หลักการทำงานและเทคนิคการติดตั้งอุปกรณ์เชื้อเพลิงก๊าซรถยนต์" หลักสูตร ปวส. เขียนโดย อ.เชื้อ ชูขำ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ รศ.ธีระยุทธ สุวรรณประทีบ หน.ฝ่ายตรวจสอบอุปกรณืก๊าซรถยนต์ คณะวิศวะ เกษตรฯ (ตำแหน่งของอาจารย์เมื่อปี 2523 ตามที่แจ้งไว้ในปีที่พิมพ์หนังสือ จัดพิมพ์จำหน่ายโดยซีเอ็ดบุคส์ ราคาขณะนั้นเล่มละ 75 บาท ผมซื้อหนังสือนี้ไว้และเลือกระบบก๊าซแอลพีจีในFIAT131Super Mirafiary ตั้งแต่สมัยนั้นแก๊สลิตรละ4บาท ! ) หน้า 148-150 บอกว่า...
    "...หม้อน้ำมันเครื่องเลี้ยงวาล์ว(Oil Dozen) ...เพื่อป้อนน้ำมันเครื่องให้ไปเผาไหม้ในห้องเผาไหม้จะได้เขม่าออกมา...จะไปจับตามวาล์วและบ่าวาล์ว...ทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับการกระแทกกันของวาล์วและบ่าวาล์ว อีกทั้งหล่อลื่นไม่ให้วาล์วแห้งเกินไป...สำหรับรถที่มีท่อหายใจจากเครื่องต่อเข้าใต้ฐานคาร์บูเรเตอร์หรือต่อเข้าหม้อกรองอากาศก็ไม่จำเป็น...น้ำมันเครื่องที่ใช้ควรเป็นน้ำมันเครื่องที่ใช้กับเครื่องยนต์2จังหวะ หรือเครื่องมอร์เตอร์ไซค์ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่าน้ำมันเครื่อง ทู-ที..."

    แต่จากกระแสในgasthai.com ซึ่งนำเสนอการผ่าเครื่องแท๊กซี่คันหนึ่งที่ใช้2ทีเลี้ยงวาล์วมาเป็นระยะเวลายาวยาน พบว่าเครื่องยนต์เล๊ะตุ้มเป๊ะ มีเขม่า-ตระกัน คราบสนิมที่ไหม้ไม่หมดเกรอะกรังเต็มไปหมด วาล์วยับเยิน โดยมีภาพสภาพภายในเครื่องยนต์ดังกล่าวให้เห็นอย่างละเอียด...แต่โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเครื่องยนต์ที่ผ่าให้เห็นนั้น "ยังไม่มีมีข้อยืนยันที่พิสูจน์อะไรว่านั่นเป็นผลมาจากการใช้2ทีเลี้ยงวาล์ว" เพราะจริงๆแล้ว แท๊กซี่คันดังกล่าวที่ผ่านสภาพการใช้งานมาอย่างหนักหน่วง อาจขาดการดูแลรักษาที่ดีจึงทำให้เกิดสภาพอย่างนั้นขึ้นมาด้วยก็ได้ ในทางวิชาการเองก็ยังไม่มีสถาบันใดทดสอบ-วิจัยให้เห็นผลที่เป็นจริงได้ ทุกอย่างจึงน่าเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน แต่สำหรับ "ผลเสีย"ระยะยาวที่เกิดจากการใช้ก๊าซในรถยนต์ โดยทำให้วาล์วมีปัญหานั้นทุกคนคงยอมรับ แล้วทางป้องกันและแก้ไขควรใช้วิธีใหนที่ดีที่สุด คงเป็นเรื่องที่ต้องหาข้อพิสูจน์กันต่อไป...สำหรับผม คงเลือกวิธีเหมือนที่ท่านช่างเหอะว่า แต่ผม(ที่ไม่ใช่ช่างและมีความรู้ด้านช่างน้อยมาก)เลือกใช้น้ำมันสารสังเคราะห์ที่ว่ามาจากออสซี่ เพราะไม่รู้จะไปใช้น้ำมันอะไรดี(เห็นมีโฆษณาอยู่ยี่ห้อเดียว) เพราะ2ทีหรือออโตลูบรถเครื่องนั้น ยังไงไม่กล้าเสี่ยง(แม้ตำราอาจารย์ที่อ้างไว้จะระบุชัด)...

    [ 27 ก.ค. 2551 , 21:47:23 น

    โชติ

    • บุคคลทั่วไป
    ผมจะมาแซว ครับ

    ท่านพุทธทาสฯ เคยเขียนไว้ดังนี้

    สิ่งที่มีการนิยมแพร่หลายอยู่ในเวลานี้ คือ “วัตถุมงคล” ซึ่งได้ผ่านพิธีปลุกเสก ที่เรียกว่า “พุทธาภิเสก” เรื่องไสยศาสตร์นี้ จึงเหมาะกับคนทั่วไป เพราะไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องอาศัยปัญญา อาศัยแต่เพียง “ความเชื่อ” อย่างเดียว นี่คือปัญหา เรื่องมันยากอยู่ตรงนี้

    กระปุกแลน้ำมันเลี้ยงวาวล์---------วัตถุมงคล
    การปรากฎในหนังสือ เวปไซท์ การอ้างฝรั่งคิดค้น---------พิธีปลุกเสก

    เคยติดตัววัดอุณหภูมิไอเสีย ตรงที่ออกมาจากฝาสูบเลยไหมครับ ใช้แก๊สมันร้อนกว่าไหม ตอบได้เลย(เพราะวัดมาแล้ว) ไม่ร้อนกว่าใช้น้ำมันครับ แต่ถ้าส่วนผสมบางเมื่อไหร่ มันก็จะร้อนครับ ไม่เกี่ยงว่าใช้แก๊สหรือน้ำมัน

    เคยถอดท่อไอดีดูไหม ว่าไอน้ำมันเครื่องชะโลมอยู่ในนั้นสวยงามขนาดไหน แล้วจะเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าไปหยอดกันอีกทำไม

    เคยคิดไหมว่าเครื่องดีเซล อัดเอาอากาศ"เปล่าๆ"เข้าห้องเผาไหม้ ไม่มีไอน้ำมันเจือปนเข้าไปเลย แล้วบ่าวาวล์ไอดี มันจะเหงาแห้งหมดอารมณ์หรือเปล่า

    เคยทราบไหมว่าบ่าวาวล์สมัยปี 2523 มัน"อ่อน" มันชอบตะกั๋ว แต่ว่าก่อนการเลิกใช้สารตะกั่วในน้ำมันหลายปี บริษัทผลิตรถยนต์เปลี่ยนมาใช้บ่าวาวล์แข็งกันหมดแล้ว แล้วเดี๋ยวนี้เราก็จะเห็นเครื่องยนต์เบนซินที่ฉีดน้ำมันตรงเข้าห้องเผาไหม้โดยไม่ผ่านวาวล์ไอดีอีกเลย

    รถแท๊กซี่วิ่งกันวันละ 800 กิโล ปีละเกือบ 3 แสนกิโล ใช้แก๊ส ไม่เลี้ยงวาวล์มีไหม มีถมไป

    เก็บความยุ่งยากไว้คิดหารายได้มาเติมแก๊สดีกว่า เดี๋ยวก็ขึ้นราคาอีกแน่นอน หุ หุ



    28 ก.ค. 2551 , 01:35:39 น

    vit314

    • บุคคลทั่วไป
    ชอบตรงเนี่ย"เคยคิดไหมว่าเครื่องดีเซล อัดเอาอากาศ"เปล่าๆ"เข้าห้องเผาไหม้ ไม่มีไอน้ำมันเจือปนเข้าไปเลย แล้วบ่าวาวล์ไอดี มันจะเหงาแห้งหมดอารมณ์หรือเปล่า"

    28 ก.ค. 2551 , 09:21:14 น

    mai

    • บุคคลทั่วไป
    ถ้าต้องการข้อมูลทางวิชาการเข้าไปดูการทดลองของ nectec กับรถยนต์ ๕ คัน ที่มิใช่แท็กซี่ซิครับ
    28 ก.ค. 2551 , 10:28:52 น

    T13

    • บุคคลทั่วไป
    คุณโชติครับ ช่วยขยายความประโยคนี้อีกซักนิดเถอะครับ "แต่ถ้าส่วนผสมบางเมื่อไหร่ มันก็จะร้อนครับ "  
    28 ก.ค. 2551 , 10:31:37 น

    คนรักรถ

    • บุคคลทั่วไป
    สนุกครับ เรื่องเลี้ยงบ่าวาล์วเนี่ยะ ก็ว่ากันไป ผมขอถามอีกนิดนึงละกันว่า ในขณะใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิง

    1. ทำยังไง ให้สารเลี้ยงบ่าวาล์ว (จะเป็น 2ที หรือ น้ำมันอะไรก็ช่าง) เข้าไปในพอร์ทไอดีได้ครบทุกสูบ ไม่ใช่ไหลเข้าไปในสูบที่ใกล้จุดจ่ายที่สุดจนหมดเสียก่อน (ตอบว่าทำได้้ หรือไม่ได้ก็พอแล้วครับ) มีหนึ่งเดียว เลี้ยงดูง่ายครับ ถ้ามีปัญญาที่จะมีเยอะ แต่ไม่เลี้ยงดู อาจเกิด ข้อพิพาทได้นะครับ
    2. ถ้าทำให้เข้าได้ทุกสูบแล้ว สามารถทำให้เข้าไปได้เท่าๆกัน ทุกสูบ ได้หรือไม่ เลี้ยงดูแล้วก็ต้องเท่าเทียมกัน เพราะช่วยกันทำมาหากินพอๆกัน
    3. ถ้าทำให้เข้าได้เท่าๆกันทุกสูบแล้ว สามารถทำให้จ่ายมากน้อยตามรอบเครื่อง (รอบสูงจ่ายมาก รอบต่ำจ่ายน้อย) ไม่ใช่ถูกดูดเข้าไปตามแรงดูดในท่อไอดี (เดินเบาแรงดูดสูงสุด พอรอบสูงแรงดูดจะลดลง) ได้หรือไม่ ตามหลักดีมาน-ซัพพลาย จ่ายเกิน นอกจากเปลืองแล้ว ยังอาจพาเสียคนได้ด้วย

    ถ้าตอบว่า เยส ทั้ง 3 ข้อแล้ว ค่อยมาพิจารณาว่าจะใช้อะไรใส่เข้าไปกันดีกว่าครับ

    ในการใช้งาน LPG ตามปกติ มีสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เรื่องวาล์วนี้ มีประเด็นก็คือ

    ความประหยัดครับ
    ประหยัดเงิน -- ใช้ LPG แล้วค่าใช้จ่ายลดลง แต่ก็อยาก ให้ลดลงอีก ลดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้บังเอิญว่า LPG ระบบดูดนี่ ผู้ขับสามารถปรับจูนได้เองจนกว่าจะพอใจ ก็จูนกันจนบางที่สุดเท่าที่จะติดเครื่องได้ มันก็เข้าข่ายทำร้ายเครื่องนะครับ
    ประหยัดเวลา -- ช่างไม่ยอมเช็ควาล์ว (หรือช่างเช็คไม่เป็น?) ไม่ว่าจะใช้ ชิมตั้ง (ที่บางเจ้าว่าเป็น แสนโล ก่อนต้องตั้ง) หรือไฮโดรลิก มันก็ยันได้ทั้งนั้นแหละครับ ในคู่มือจะระบุไว้เสมอว่าต้องเช็คทุกๆกี่ กม. แต่ไม่รู้ว่าช่างสมัยนี้ทำหรือเปล่า

    การแก้ปัญหาเรื่องนี้คงไม่พ้น การดูแลตามระยะทางที่สำคัญ คือ "เช็ควาล์ว" พอยันก็ตั้งให้ปกติ ถ้ายันจนตั้งไม่ได้ ก็ต้องเปิดฝาสูบเปลี่ยนบ่าวาล์ว/วาล์วใหม่ (แล้วแต่อาการ)

    28 ก.ค. 2551 , 10:56:03 น

    KPJ

    • บุคคลทั่วไป
    อยากออกความเห็นเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่รับรู้มานิดๆ หน่อยๆ นะครับว่า (ขอคุยรวมๆ)

    การที่วาวล์พังนั้นมีหลายสาเหตุ การตั้งมันชิดเกินไป ก็พังอย่างที่ว่ามาได้เหมือนกันละครับ

    การที่ gasthai.com ชี้ชัดลงไปว่าสาเหตุมาจากการใช้น้ำมัน 2T นั้นผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

    ปรกติผมจะใช้ 2T ในขณะเดินทางไกลๆ เช่น เชียงใหม่ กทม ไปกลับผมจะใช้ประมาณ 1 ลิตร

    ซึ่งการใช้ 2T กับการเดินทางไกลๆ ที่เยียบคันเร่งคงที่มากๆ ตลอดเวลาก็หนีปัญหาตามที่คุณคนรักรถว่ามาละครับ การเผาไหมจะดีมากๆ ในสถานะการนี้ ผมจึงคิดว่ามันน่าจะช่วยหล่อหลื่นทั้งบ่าวาวล์และกระบอกสูบอีกด้วย

    ด้วยเหตุผลคือ โดยปรกติกระบอกสูบกับแหวนจะเสียดสีกันด้วย (เหมือนกับวาวล์กับบ่าวาวล์ที่ต้องกระแทกกัน) ในส่วนใต้แหวนลูกสูบสีกับกระบอกสูบนั้นมันจะมน้ำเครื่องถูก วัก ขึ้นมาเลี้ยงเพื่อลดการสึกหลอในส่วนล่างเท่านั้น (ถ้าเครื่องยนต์สภาพดี แต่ถ้าเครื่องยนต์เก่าๆ ก็อาจมีน้ำมันเครื่องเล็ดลอดขึ้นมาได้) แต่ส่วนเหนือแหวนลูกสูบขึ้นมาในขณะที่ลูกสูบวิ่งขึ้นในขณะที่มีแต่แก็สแห้งๆ ถูกอัดขึ้นมา มันก็ ต้องการ... "การหล่อหลื่นเป็นอย่างมาก" เช่นกัน ผมคิดว่ามันน่าจะสึกหลอมากกว่าเมื่อเราใช้แก็ส แต่ถ้าเราเอา 2T ผสมเข้าไปมันก็น่าจะพอช่วยให้ดีขึ้นไม่มากก็น้อยละครับ (ผมจึงของอยู่ในฝั่งที่แนะนำให้ใช้ 2T ในการวิ่งกันเต็มที่แบบระยะทางยาวๆ ละครับ)

    เพราะปรกติไม่ว่าจะน้ำมันดีเซว หรือเบนชิน  ด้วยตัวของมันจะมีความเป็นสารหล่อหลื่นอยู่ (ดีเซวจะมีฟีมฟ์เคลือบ ที่ดีกว่าน้ำมันเบนชิน) ขอย้ำอีกครั้งว่าน้ำมันดีเซวคือสารหล่อหลื่นอย่างหนึ่งนะครับ ไม่ใช่เข้าไปเพื่อเผาไหม้ให้พลังงานออกมาเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่แก็สนี่แห้งสนิทจริงๆ ละครับ



    28 ก.ค. 2551 , 15:05:26 น

    โชติ

    • บุคคลทั่วไป
    คุณ T13 ครับ "ส่วนผสมบางเมื่อไหร่ มันก็จะร้อน"

    เวลาส่วนผสมบางเราคิดว่ามันจะเย็นเพราะเชื้อเพลิงน้อย แต่มันตรงกันข้าม

    ส่วนผสมบาง มีผลคล้ายๆการตั้งไฟอ่อน การจุดระเบิดช้า ทำให้การจุดระเบิดยืดเยื้อออกนอกจังหวะ"กำลัง" จำได้ไหมเครื่องสี่จังหวะ มีจังหวะอะไรบ้าง "ดูด" "อัด" "กำลัง" "คาย"

    พอส่วนผสมอ่อน การระเบิดยืดเยื้อออกนอกจังหวะ "กำลัง" นั่นคือ มันทะลึ่งระเบิดเพลินออกมาในจังหวะ "คาย" ดังนั้นกำลังมันจึงไม่มี หน้าซ้ำจะหวะ "คาย" คือจังหวะที่วาวล์ไอเสียเปิด สิ่งที่ออกมาไม่ใช้ไอเสียธรรมดา แต่เป็น ไอเสียที่กำลังลุกไหม้ มันจะเผาวาวล์ไอเสียให้เกรียมเนียนเหมือนผิวนางงามแอฟริกา (พี่บางคนแถวนี้ชอบ)

    นอกจากนั้น จะหวังคายยังเป็นจังหวะที่วาล์ไอดีก็เปิดด้วย เพราะมันโอเวอร์แลปกัน เอาน้ำดีไล่น้ำเสีย เอ้ย..ไม่ใช่ เอาไอดีช่วยไล่ไอเสีย

    ทีนี้ถ้าการเผาไหม้ยังติดพันอยู่ พอวาล์วไอดีเปิดปั๊บ ไอดีวิ่งมาเจอเปลวไฟราคะเข้าให้ ก็เกิดแบ๊คไฟร์กันไปอีก เรียกว่าปีนต้นงิ้วแล้วต่อด้วยกะทะทองแดง (แหม..ยังกะเคยเจอมาเอง)

    คุณ KPJ ครับ

    น้ำมันเครื่องไม่ได้ถูก "วัก" ขึ้นไปหล่อเลี้ยงกระบอกสูบ มันถูก "ปั๊ม"ขึ้นไปอย่างจงใจครับ

    ปั๊มน้ำมันเครื่องปั๊มเข้าไปที่แบริ่งเพลาข้อเหวี่ยง เข้าไปในเพลาข้อเหวี่ยงซึ่งเจาะรูทะลุให้น้ำมันเครื่องวิ่งต่อไปยังก้านสูบ สลักลูกสูบ และออกมายังผนังลูกสูบส่วนเกือบบนสุดของลูกสูบ ถ้าถอดชิ้นส่วนพวกนี้ออกมาดูจะเห็นรูเล็กๆที่เป็นทางเดินของน้ำมันเหล่านี้

    ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นจุดปราถนา

    แหวนลูกสูบมีหน้าที่กวาดน้ำมันลงมายังห้องแคร้ง เพราะปล่อยไว้ก็ถูกเผาไหม้ไปเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่เหมือนกิจกรรมอื่นที่คิดว่ายิ่งหล่อลื่นมากๆก็ยิ่งดี

    ส่วนการจะเอาน้ำมันเบนซินไปช่วยชะโลมหล่อลื่นห้องเผาไหม้นั้นก็คาดหวังกันเกินจริง หน้าที่ของน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องถูกเผาไหม้ มันจะเผาไหม้ได้ต่อเมื่อมันกลายเป็นก๊าซแล้วเท่านั้น ใช่ครับมันต้องแตกตัวเป็นละอองเล็กๆ และเป็นก๊าซก่อนจะถูกเผาไหม้

    อุณหภูมิผนังห้องเผาไหม้ตอนที่ไอดีถูกดูดเข้าไปคงไม่ต่ำกว่า 2-3 ร้อยองศาเซลเซียส ที่อุณหภูมินี้ น้ำมันกระทบปั๊ปก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซในทันที ไม่มีคุณสมบัติการหล่อลื่นอีกต่อไปครับ

    อย่างพระท่านว่า อนิจจัง "มันไม่เที่ยง" ครับ

    28 ก.ค. 2551 , 21:20:18 น

    KPJ

    • บุคคลทั่วไป
    ขอบอกไว้ก่อนว่าไม่ได้คิดโต้เถียงโดยสัตย์ แต่ยากจะคุยกันเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ที่ไม่ค่อยได้เคยเห็นในบางเรื่อง บางส่วนของเครื่องยนต์ได้รับรู้กันนะครับ

    ส่วนหนึ่งของการหล่อหลื่นถูกส่งจากปั๊มตามที่คุณโชติได้กล่าวไว้แล้วนั้นถูกต้องครับ แต่ยังมีบางส่วนยังถูกวักจากเพลาข้อเหวี่ยงขึ้นไปเลี้ยงลูกสูบอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากเครื่องยนต์เล็กๆ จะมีช้อนวักน้ำมันเครื่องติดตั้งอยู่ที่เพลาข้อเหวี่ยง และข้อเหวี่ยงก็ยังจมอยู่ในน้ำมันเล็กน้อย ฉนั้นการเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไปจึงไม่ดี เพราะมันจะเกิดฟอง เกิดความร้อน จากการตีน้ำมันส่วนที่สูงมากเกินนี้ละครับ

    จากการที่น้ำมัน 2T ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในการหล่อหลื่นเครื่องยนต์ 2 จังหวะได้ และมันก็ถูกปรุงแต่งมาให้ถูกเผาไหม้ได้หมดจดภายในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ถ้ามันถูกใช้ด้วยปริมาณที่เหมาะสม

    ผมจึงคิดว่าการใช้มันอย่างพอเหมาะกับการใช้รถแบบเดินทางไกล ที่ต้องทำเวลา แล้วต้องใช้ความเร็วสูงๆ กันตลอดเวลา การใช้ 2T ที่พอเหมาะ (อาจทดลองปรับปริมาณที่พอเหมาะ จากการถอดหัวเทียนดู การเผาไหม้ว่าไม่ควรมีเขม่าหลงเหลือติดอยู่ที่หัวเทียน) มันน่าจะช่วยยืดอายุเครื่องยนต์ของเราให้ยืนยาวดีกว่าละครับ

    จากที่ผมได้ทดลองใช้วิ่งจากเชียงใหม่เข้า กทม ไปกลับ ด้วยปริมาณ 2T ที่ใช้ประมาณ 1 ลิตร ผมไม่พบคาบเขม่าติดด้างที่หัวเทียนทุกสูบครับ

    ผมยังเห็นว่าถึงอย่างไร แกสก็ยังแห้งกว่าน้ำมันอยู่ดี ไม่อย่างนั้นคงไม่มีการให้เรากลับไปใช้น้ำมันกันบ้างเป็นบางครั้ง แต่สำหรับการใช้รถของผมนั้น ตั้งแต่เริ่มสตาร์ทรถ ผมไม่เคยใช้น้ำมันเลยครับ ผมจึงจำเป็นต้องใช้ 2T และผมต้องมีเดินทางไกลบ่อยๆ ผมจึงยอมเปลืองเงินไปกับ 2T ตลอดเวลาในการเดินทางไกลๆ ดีกว่าการใช้น้ำมันมันเป็นครั้งคราวช่วงสั้นๆ  หากใช้น้ำมันนานๆ บ้าง ในการรักษาเครื่องยนต์ ผมก็รอน้ำมันลดลงมายี่สิบกว่าๆ ก็น่าทำครับ แต่ตอนนี้หากแก็สหมด ผมต้องกลั้นใจเติมน้ำมันกันเลยละครับ (ไปเที่ยวแม่ห้องสอนมา หาปั๊มแก็สไม่ได้เลยครับ)

    28 ก.ค. 2551 , 23:12:09 น

    vit314

    • บุคคลทั่วไป
    ท่าน โชติ  อธิบาย เป็น ธรรมชาติ ดีครับ อ่านแล้ว ต้อง คิดมากๆ (แต่ห้าม ออกนอกกรอบ ของคำถาม  แต่มันเกินห้ามใจ??)  เห็นด้วยครับท่าน โชติ  
     คราวหน้า จะตามอ่าน ไม่พลาดแน่ ๆๆ  

    29 ก.ค. 2551 , 00:30:32 น

    • บุคคลทั่วไป
    เห็นด้วยกับคุณโชติครับ ถูกทุกข้อดังที่ว่าไว้ครับ โดยเฉพาะเรื่องบ่าวาล์วแข็ง บ่าวาล์วอ่อน ที่รถยี่สิบปีก่อนใช้แก๊สแล้วบ่าวาล์วสึกหรอไวเพราะแก๊สมันไม่มีสารตะกั่วเหมือนน้ำมัน(เมื่อยี่สิบปีก่อน) แต่ปัจจุบันนี้รถทุกคันเป็นบ่าวาล์วแข็งหมดแล้วไม่ง้อสารตะกั่วในน้ำมันอีกต่อไป แถมบางรุ่นบางยี่ห้อก็ฉีดน้ำมันเข้าห้องเผาไหม้โดยตรงโดยไม่ผ่านวาล์วไอดีแม้แต่น้อย มีแต่อากาศเพียวๆกับไอน้ำมันเครื่องอีกเล็กน้อนเท่านั้นที่ไหลผ่านวาล์วไอดี คันเก่าผมใช้เปอร์โย 405 เครื่องคาร์บิวใช้แก๊สล้วนๆ ไม่ใช้น้ำมันเลย(ถัง 96 ลิตร) วิ่งไปแล้วกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นกิโลเมตรภายในระยะเวลาประมาณสองปีเท่านั้นโดยไม่เลี้ยงวาล์วสักหยด ก็ไม่พบปัญหาใดๆ มาช่วยยืนยันอีกคนครับว่ารถเราเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะไม่ต้องใช้ออโต้ลู๊ปครับ อีกอันหนึ่งพวกน้ำมันเคลือบบ่าวาล์วที่เค้าขายๆกัน เช่น Flash Lube นั้นลองอ่านข้างกระป๋องดีๆนะครับเค้าไว้ใช้กะเครื่องสองจังหวะโดยการผสมลงในถังน้ำมันเชื้อเพลิงครับ บอกอัตราส่วนมาเสร็จสรรพแต่ว่าจำไม่ได้แล้วว่า 50ml ต่อน้ำมันเชื้อเพลิงกี่ลิตร ขอบคุณครับ
    29 ก.ค. 2551 , 08:21:08 น

    P51D

    • บุคคลทั่วไป
    ป๊าบ..ๆ..ๆ..ๆ...ๆ...ๆ....ๆ.....ๆ......ๆ (เสียงปรบมือครับ )เฉียบครับโต้กันด้วยข้อมูลล้วน อย่างนี้ชอบ เพิ่งรู้วันนี้เองว่ารถผมเกิด อาการตดแตกได้อย่างไร แล้วถ้าติดตั้งแลมป์ด้าเพิ่มจะช่วยให้การจ่ายแก๊สสม่ำเสมอขึ้นหรือไม่ครับ เพราะบางทีวิ่งดี บางทีก็อืด เติมเต็มถังวิ่งได้ระยะทางไม่เท่ากันครับ
    29 ก.ค. 2551 , 08:41:42 น

    KPJ

    • บุคคลทั่วไป
    ตอนแรกคิดว่าจะไม่เข้ามาคุยในนี้อีกต่อไป เพราะข้อเขียนของผมอาจไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บางท่านอาจเสียอารมย์ได้ และยังอาจเสียเวลาที่อ่านของท่านซะอีก เลยไม่อยากจะรบกวน แต่เห็นข้อความของคุณ P52D จึงจะเขียนอีกสักครั้ง แล้วก็จะไม่เข้ามารบกวนท่านอีกต่อไปละครับ สาเหตุที่ผมอยากจะเขียนนี้ก็เพื่ออยากจะให้ท่านที่สนใจและรักรถของท่านมากๆ ยอมลงทุนกับมัน หากรถมีอายุยืนโดนลงทุนอีกเล็กน้อย ก็เป็นการประยัดเพื่อตัวเราและเพื่อชาติโดยรวมด้วยเช่นกัน

    จะขอเขียนในส่วนทียังมีค้างไว้ในใจต่ออีกเล็กน้อย (และจะเลิกเขียนหาก ผลจากคำตอบของท่านๆ ออกมาว่า มันไร้สาระนะครับ) ของทางฝั่งผู้ที่อาจจะรักรถของท่านมากๆ อาจด้วยราคามันสูง อยากจะใช้รถกันยาวๆมากขึ้น ผมยังมีอีกวิธีที่จะใช้ 2T ช่วยยืดอายุรถแพงๆื ที่มีราคาระดับหลายๆ ล้าน ที่จะมาติดแก็สกัน ก็น่าจะลงทุนกับมันเหมือนกันละครับ

    มันคือ Oil Mist ชื่อมันก็บอกไว้แล้วว่า “ไอหมอกของน้ำมัน” ผมเคยไปพบว่าเข้าใช้วิธีนี้เข้าไปหล่อหลื่นตัวปั๊มน้ำที่ใช้แบริ่งแบบลูกปืนชนิดกลม (คือปรกติเขาจะใส่น้ำมันเข้าไปขังเลี้ยงตัวแบริ่งนี้ แต่ที่นี่เข้าไม่ใส่น้ำมันเข้าไป เพียงให้เครื่องทำ Oil Mist ส่งไอไปตามท่อ เข้าไปยังปั๊มที่เรียงรายกันอยู่เป็นร้อยๆ ตัว แล้วปรากฏว่าวิธีการแบบนี้ ช่วยยืดอายุการใช้งานของแบริ่งเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นเท่าตัว) ณ โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งของมาบตาพุต

    จากที่เคยพบเห็นว่า และคิดว่าหากท่านที่รักรถจริงๆ จะสนใจนำเอามาทำให้ 2T แบบเป็นไอน้ำมัน แล้วถูกดูดเข้าไปเลี้ยงกระบอกสูบและส่วนต่างๆ ได้เท่าๆ ทุกกระบอกสูบ ให้มีอายุยืนยาวกว่ารถที่ใช้แก็สคันอื่นๆ (เรื่องอายุการใช้งานสั้นลงนี้ของรถที่ใช้แก็สนี้นั้น ทุกๆ ท่านในนี้น่าจะรับรู้ได้จากข่าวสารที่ได้ยินมาบ่อยๆ อยู่แล้วนะครับ และการกลับไปใช้น้ำมันในช่วงเวลาสั่นนั้น ไม่น่าที่จะช่วยอะไรได้มากนัก) ผมคิดว่าหากเราทำเป็น Oil Mist ให้ มันจะเป็นการยืดอายุของเครื่องยนต์ให้ยืนยาวนานกว่าการใช้น้ำมันตามปกติซะอีก

    ผมเคยเห็น Benz 500 หลายคันติดแก็ส รถแบบนี้น่าใช้ Oil Mist ทำ 2T ครับ ผมคิดว่าถ้าใช้มันไม่มีข้อเสียแน่นอนถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสม มันมีแต่ให้ประโยชน์ช่วยลดการสึกหลอของกระบอกสูบ ลูกสบ ของเครื่องยนต์ได้แน่นอน (ถ้าบ่าวาวล์แข็งดีแล้วก็ไม่ต้องใส่ใจ  แต่กระบอกสูบ ทำไมไม่มีใครสนใจ มันก็สึกมากขึ้นเหมือนกันละครับ) แม้แต่รถที่ใช้น้ำมันเบนชินก็ตาม แต่มันอาจต้องยุ่งยากตอนติดตั้งและจ่ายตังค์เพิ่มเท่านั้นละครับ แต่ถ้าอายุรถคุณเพิ่มาอีกเท่าตัว ก็แล้วแต่ความรักรถของแต่ละคนละครับ ถ้าเห็นว่าบริษัททำรถมีความซื่อสัตย์ ออกแบบเครื่องยนต์ของคุณมาดีสุดยอดแล้วก็แล้วไปครับ

    ทำไมบริษัทรถยนต์เขาไม่ทำหากมันดีแบบนี้ เหตุผลหนึ่งคือเขาขายรถใหม่ ไม่ออกซิครับ และเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย ที่พวกเขาพยายามจะลดมัน แต่จากที่ผมเคยสอบถามราคาแล้ว เครื่องทำ Oil Mist ตัวนี้ราคามันเล็กน้อยมากๆ ถ้ารถท่านมีราคามากกว่าหนึ่งล้านบาทครับ (แต่รถที่ผมใช้มันเป็นรถมือสองที่ราคาไม่ถึงแสนครับ ผมเลยไม่คิดจะลงทุนกับมัน)

    ต้องขออภัยคุณโชติและเพื่อนๆ คุณโชติ ที่ผมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และหากเห็นว่าความคิดเห็นผมไม่มีเหตุผล ผมก็ยินดีรับในคำแนะนำ และผมจะขอนำคำแนะนำของท่านมาแก้ไขแนวคิดของผม หากมีเหตุผลในเชิงวิศวกรรมมา Discuss กันครับ

    29 ก.ค. 2551 , 09:55:51 น

    คนรักรถ

    • บุคคลทั่วไป
    ท่าน P51D ครับ รบกวนเช็คการเดินสายไฟดูก่อนนะครับ ว่าแน่นหนาทุกจุด โดยเฉพาะ "สายกราวนด์" ของกล่อง ECU แกส และเครื่องยนต์ ถ้าแน่นดี ตัวการอาจเป็น O2 Sensor ครับ
    29 ก.ค. 2551 , 10:07:06 น

    โชติ

    • บุคคลทั่วไป
    คุณ KPJ

    เรื่องแก๊สแห้งน้ำมันเปียก อันนี้ผมขอบอกว่าแก๊สและน้ำมันเกือบจะเหมือนกันในเรื่องแห้งหรือเปียก ดังนี้ครับ ตอนอยู่ในถัง มันเปียกทั้งคู่ แก๊ส(LPG นะครับ CNG ยังไม่เกี่ยว)ออกจากถังมาเข้าหม้อต้ม เพื่อลดความดัน ตอนนี้สถานะมันเปลี่ยนเป็นก๊าซ

    น้ำมันยังไม่เปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซ "จนกระทั่ง" มันถูกฉีดออกมา และเข้าไปในห้องเผาไหม้ร้อนๆ

    ทั้ง LPG และ น้ำมันเบนซิน จะต้องกลายเป็นก๊าซก่อนการเผาไหม้ ดังนั้นที่คิดว่าน้ำมันเปียก มันเป็นเพียงสิ่งที่เรารู้สึกเท่านั้นเองครับ เคยสัมผัสมันลื่นไหลนวลเนียนแค่ไหน พอเข้าไปในห้องเผาไหม้อันลับตาคนแล้วมันกระชากหน้ากากโม่งออก แปลงร่างเป็นเพียงกลิ่นอาย(ก๊าซ)แล้วตีท้ายครัวเราเลย หุ หุ

    การใช้น้ำมันบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ได้ต้องการให้มี "ความเปียก" ในห้องเผาไหม้แต่อย่างใด แต่ทำเพื่อให้ระบบหัวฉีดได้ทำงานบ้าง จะได้ไม่เสีย เท่านั้นเองครับ

    อย่ายึดติดกับ "ความเปียก" มันเป็น กามุปาทาน ยึดมั่นกับสิ่งที่สัมผัส

    การนำเครื่องยนต์เล็กสองจังหวะมาเปรียบเทียบ เพื่อให้เห็นประโยชน์ของน้ำมัน 2T ใช้ได้กับเฉพาะเครื่องยนต์เล็กสองจังหวะเท่านั้นครับ เครื่องพวกนั้นไม่มีปั้มน้ำมันเครื่อง การหล่อลื่นต้องอาศัยการผสมสารหล่อลื่นเข้ากับมวลของไอดีที่ต้องวิ่งไปโลมไล้ส่วนต่างๆของเครื่องยนต์ ไม่เหมือนเครื่องสี่จังหวะในรถยนต์ครับ และในที่สุดมันจะต้องถูกเผาไหม้ไปตามวิบากกรรม แต่ความจริงแล้วการเผาไหม้ 2T นั้นก่อให้เกิดมลพิษมาก ปัจจุบันรถใหม่ๆจึงห้ามใช้เครื่องสองจังหวะที่มีการเผา 2T กันแล้วครับ

    คุณ P51D
    ตัวแลมด้าคอนโทรล จะทำงานได้ดี มันต้องฉลาดไม่แพ้กล่องสมองเครื่องยนต์เลยครับ แต่ผมไม่มีความรู้จริงๆว่าแลมด้าที่ขายกันอยู่ในท้องตลาดนี้สมบูรณ์แค่ไหน รวมถึงการติดตั้งว่ามีสัญญาณเข้า"ครบ"แค่ไหน แล้วก็การปรับจูนอีกด้วยครับ

    ตามทฤษฎีแล้วมันจะช่วยได้มากครับ ถ้ามันฉลาดจริง

    ผมเองไม่ได้ใช้แลบด้า เพราะคิดว่ามันต้องไปรบกวนสายสัญญาณเดิมค่อนข้างมาก ตั้งแต่แลมด้าเซนเซอร์ ลิ้นปีกผีเสื้อ MAP สัญญาณรอบเครื่อง อุณหภูมิไอดี อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น ครับ

    29 ก.ค. 2551 , 10:10:12 น