• ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป



  • กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

    เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

    ผู้เขียน หัวข้อ: แก็สจะขึ้นอีกแล้วครับพี่น้อง  (อ่าน 427 ครั้ง)

    PASSAT

    • บุคคลทั่วไป
    รถเติมแอลพีจีจุก-ก.ค.เตรียมจ่ายแพง เล็งทยอยขึ้น8บาท/ก.ก.-ดัดหลังแห่ใช้จนต้องนำเข้า



    นายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังศึกษาถึงแนวทางการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ให้มี 2 ราคา คือ ราคาครัวเรือน และราคาในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดความแตกต่างกัน ป้องกันไม่ให้รถยนต์มาใช้แอลพีจี โดยจะเริ่มใช้โครงสร้างใหม่นี้ในเดือนก.ค. ซึ่งจะทำให้ราคาแอลพีจีในภาคขนส่งสูงกว่าราคาในภาคครัวเรือน ส่วนจะสูงขึ้นเท่าใดนั้นคงต้องดูส่วนต่างของราคาแอลพีจีในไทยที่ถูกกำหนดไว้ 320 เหรียญสหรัฐ/ตัน กับราคาแอลพีจีในตลาดโลก

    "หากประเมินราคาเบื้องต้นในเดือนเม.ย. ราคานำเข้าแอลพีจีอยู่ที่ 700 กว่าเหรียญสหรัฐ/ตัน ในขณะที่ราคาในประเทศถูกกำหนดเป็นอัตราคงที่ 320 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้มีส่วนต่างอยู่ที่ 400 เหรียญสหรัฐ เทียบเป็นราคาขายปลีกทำให้ต้องปรับราคาภาคขนส่งเฉลี่ย 7-8 บาท/ก.ก." นายเมตตากล่าว

    นายเมตตา กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการใช้แอลพีจีในประเทศมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง จากเดิมเดือนละ 3 แสนตัน เพิ่มเป็น 3.4 แสนตัน ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอและไม่เกิดปัญหาขาดแคลน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไทยต้องนำเข้าแอลพีจีจากเดิมที่เป็นผู้ส่งออก โดยกระทรวงพลังงานมอบหมายให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำเข้าล็อตแรกในเดือนเม.ย. จำนวน 2 หมื่นตัน พร้อมรับภาระส่วนต่างราคานำเข้าที่สูงกว่าราคาที่จะมาจำหน่ายจริงในประเทศ ซึ่งภาระดังกล่าวปตท.จะได้คืนจากการขึ้นราคาแอลพีจีในภาคขนส่ง

    นายเมตตา กล่าวว่า ที่ต้องปรับขึ้นราคาภาคขนส่งมากกว่าภาคครัวเรือน เพื่อลดการใช้แอลพีจีในรถยนต์ให้น้อยลงและหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) แทน เพราะต้องการใช้นโยบายการชดเชยราคาแอลพีจีกับภาคครัวเรือนมากกว่า ดังนั้น การปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งเพื่อทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างราคาแอลพีจีกับเอ็นจีวี หากคำนวณเบื้องต้นต้องปรับขึ้น 7-8 บาท/ก.ก. จากปัจจุบันแอลพีจีขนส่งขายปลีกอยู่ 11 บาท/ก.ก. รวมแล้วจะเพิ่มเป็น 18-19 บาท/ก.ก. เทียบกับเอ็นจีวีอยู่ที่ 8.50 บาท/ก.ก. น่าจะทำให้รถยนต์ใช้แอลพีจีน้อยลง แต่การปรับราคาคงไม่ได้ปรับครั้งเดียว เพราะจะต้องนำมาเฉลี่ยกับราคานำเข้าแอลพีจีในแต่ละเดือน ซึ่งมีขึ้นลงตามตลาดโลก คงเป็นการทยอยการปรับราคามากกว่า

    "สำหรับการดูแลราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนนั้น พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน ให้ความสำคัญมาก เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับผลกระทบมากเกินไป ซึ่งจะมีการประเมินสถานการณ์กันอีกครั้งในเดือนก.ค.นี้ ว่าควรมีการบริหารจัดการในเรื่องนี้อย่างไร โดยความพร้อมในการส่งเสริมใช้เอ็นจีวีในภาคขนส่ง ซึ่งจะนำมาทดแทนการใช้แอลพีจีนั้น ทางปตท.ยังคงยืนยันจะแก้ปัญหาเรื่องจำนวนปั๊ม และระบบการจัดส่งก๊าซให้แล้วเสร็จในเดือนก.ค.นี้แน่นอน เนื่องจากปัญหาดังกล่าว เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ใช้แอลพีจีไม่มั่นใจที่จะหันมาใช้เอ็นจีวี" นายเมตตากล่าว

    เรื่องราคาก๊าซครับผม.....ไปอ่านเจอมาครับ....
    โดย
    อ.วีระชัย ถาวรทนต์ weerachais@yahoo.com
    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

    มีคำถามมากมายในกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่จะลดราคาก๊าซหุงต้มว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียงนโยบายในการหาเสียงแบบประชานิยมเลียนแบบพรรคไทยรักไทย

    ก่อนอื่นต้องขออนุญาตย้อนไปในสมัยที่ยังทำงานในฐานะอนุกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ได้เคยให้ความเห็นต่อผู้แทนของกระทรวงพลังงานมาโดยตลอดว่า ผู้ส่งออกก๊าซหุงต้มตามมาตรา 7 นั้นมีกำไรเกินควร โดยสูงมากเกือบกิโลกรัมละ 8 บาท ในขณะที่เมื่อขายในประเทศมีค่าการตลาดเพียง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นเงินกำไรส่วนเกินปีละเกือบ 10,000 ล้านบาท

    ทำไมไม่เก็บภาษีส่งออกหรือหาวิธีการอื่นๆ ที่จะนำกำไรส่วนเกินเหล่านั้นซึ่งไม่ต้องเสียภาษีมาช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้ในประเทศให้ได้ใช้ก๊าซหุงต้มในราคาที่ถูกลง แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆจากกระทรวงพลังงานเลย ในวันที่ 3 มิถุนายน 2549

    ผมก็ได้เรียกร้องเรื่องนี้ผ่านรายการวิทยุอีกครั้งในคลื่น 90.5 โดยผมคิดว่าคนไทยน่าจะได้รับทราบความจริงกันบ้าง ดังนั้น จึงเป็นที่มาของบทความฉบับนี้ที่จะบอกกล่าวให้ประชาชนได้เข้าใจอย่างแท้จริง

    ก๊าซหุงต้ม (LPG) มาจาก 2 ทาง กล่าวคือ เป็นผลพลอยได้ (by product) ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันในสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนที่เหลือประมาณ 60% ซึ่งเป็นส่วนหลักนั้นได้จากผลพลอยได้ (by product) ที่เหลือมาจากการแยกก๊าซธรรมชาตินั่นเอง

    โดยหลักการของการกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ปากหลุมนั้น ใช้วิธีคิดจากต้นทุน หรือ cost plus นั่นคือเอาต้นทุน บวกด้วยกำไรพอสมควร เป็นหลักการที่ใช้มาตลอดและเป็นที่ยอมรับ ตัวอย่างเช่น ราคาก๊าซธรรมชาติที่ ปตท. ขายให้การไฟฟ้า คิดจากราคาเนื้อก๊าซเฉลี่ยที่ปากหลุม บวกกับค่ากำไร หรือ margin แล้วบวกกับต้นทุนส่วนเพิ่มที่คิดบนค่าผ่านท่อ

    ประเด็นก็คือว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) เมื่อเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติ หรือผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน ต้นทุนส่วนเพิ่มจริงๆ นั้นเกือบไม่มีเลย เพราะการคิดต้นทุนการแยกก๊าซธรรมชาติ กับกำไรบางส่วนได้รวมอยู่ในราคาก๊าซธรรมชาติที่ขายให้การไฟฟ้า หรือขายให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ไปแล้ว

    อีกด้านหนึ่งเช่นเดียวกันต้นทุนต่างๆ ของโรงกลั่นน้ำมันก็ได้สะท้อนอยู่ในค่าการกลั่นน้ำมัน และสะท้อนอยู่ในราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ขายอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อเป็นดังที่กล่าว ก็อาจพอสรุปได้ว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) มีต้นทุนเพื่อให้ได้มาต่ำมาก เพราะต้นทุนส่วนใหญ่ได้ถูกสะท้อนไปกับราคาขายก๊าซธรรมชาติ และราคาน้ำมันสำเร็จรูปแล้ว

    แต่โครงสร้างการตั้งราคาขายก๊าซหุงต้ม (LPG) กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับการตั้งราคาขายก๊าซธรรมชาติ โดยเอาราคาประกาศปิโตรมิน ของทางตะวันออกกลาง ที่ซาอุดีอาระเบีย เป็นเกณฑ์ หักด้วยค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากซาอุฯ มากรุงเทพฯ คงที่ที่ 16 US$ ต่อตัน ซึ่งกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 315 US$ ต่อตัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ราคาตามประกาศ ปิโตรมิน (ตั้งเป็นตุ๊กตา) 500 US$/Ton
    หักค่าขนส่ง - 16 US$/Ton
    คิดที่เพดาน 315 US$/Ton
    คิดอัตราแลกเปลี่ยน 40 บาทต่อ US$ เป็น 12.6 บาทต่อกิโลกรัม
    ภาษีสรรพสามิต 2.17 บาทต่อกิโลกรัม
    ภาษีเทศบาล 0.217 บาทต่อกิโลกรัม
    กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ชดเชย) -2.5301 บาทต่อกิโลกรัม
    ราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ 12.4569 บาทต่อกิโลกรัม
    (รัฐต้องชดเชยค่าขนส่งอีก 2-4 บาทต่อกิโลกรัม)
    ค่าการตลาด 3.2534 บาทต่อกิโลกรัม
    ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.0997 บาทต่อกิโลกรัม
    ราคาขายปลีก (รวม VAT) 16.8140 บาทต่อกิโลกรัม
    ถึงแม้ว่าจะมีการตรึงราคาอยู่ทำให้รัฐต้องสูญเงินไปโดยเฉลี่ย 5 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับการชดเชยของกองทุนน้ำมันและค่าขนส่ง แต่ค่าการตลาดที่ผู้ค้าได้รับนั้นสูงถึง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม เหมือนการันตีกำไรให้เอกชน โดยที่รัฐได้รายได้จากภาษีเพียง 3.4867 บาทต่อกิโลกรัม แต่รัฐกลับต้องชดเชยสูงถึงประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม รัฐไม่ได้อะไรเลย

    ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นเอกชนผู้ส่งออก ตามมาตรา 7 อาทิเช่น ปิคนิค, ปตท. ,สยามแก๊ส, worldgas, ยูนิค ,คาลเท็กซ์ คงส่งออกกันพอควร (ปตท.อาจจะมีหน้าที่หลักที่จะต้องจัดให้ผู้ใช้ในประเทศมีก๊าซหุงต้มใช้เพียงพอก่อนเป็นอันดับแรกแล้วจึงส่งออก) วิธีการจัดสรรโควตาส่งออกในอดีตก่อนปี 2549 นั้น ใช้วิธีตกลงกัน จัดสรรกันเองในกลุ่มผู้ค้าตามมาตรา 7 โดยมีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นเจ้าภาพในการตกลงกัน

    จากตัวเลขเห็นได้เลยว่าได้กำไรขั้นต่ำอยู่แล้วประมาณเกือบ 200 US$/Ton (เพราะราคาต่างประเทศสูงมากกว่า 500 US$/Ton บางช่วงมากกว่า 600 US$/Ton ด้วยซ้ำ) หรือเกือบ 8 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งตกอยู่ในมือเอกชนล้วนๆ รัฐไม่ได้อะไรเพราะการส่งออกไม่มีการเสียภาษี คิดเป็นตัวเลขคร่าวๆ ส่งออกปีละประมาณ 900,000 ตัน เป็นเงินประมาณ 6,660 ล้านบาทต่อปี (=185 x 40 x 900,000)

    คงต้องมีผู้ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ เป็นประเด็นที่นำสืบต่อไปน่าจะไม่ยาก เพราะผู้ค้าก๊าซหุงต้มตามมาตรา 7 ก็มีจำกัด อาทิเช่น ปิคนิคแก๊ส, ปตท.,สยามแก๊ส, worldgas, ยูนิค, คาลเท็กซ์ เป็นต้น ฉะนั้นน่าจะพอเห็นภาพพอควร และจะสามารถนำไปสู่วิธีที่จะทำให้ราคาก๊าซหุงต้มลดลงในระยะสั้น และระยะยาวดังนี้

    1. จัดเก็บค่าโควตาการส่งออกก๊าซหุงต้ม (LPG) เหมือนกับการเก็บค่าพรีเมียมข้าวในอดีต แล้วออกกฎหมายนำมูลค่าเงินที่เก็บได้นำมาลดราคาค่าก๊าซหุงต้มที่ขายในประเทศ ทดลองคิดเก็บค่าโควตาการส่งออกที่ 3 บาทต่อกิโลกรัม เอกชนยังได้เยอะอยู่ถ้าส่งออก เพราะไม่ต้องเสียภาษีในประเทศเลย คำนวณง่ายๆ ดังนี้ เก็บค่าโควตาส่งออกที่ 3 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 3,000 บาทต่อตัน จากปริมาณส่งออกโดยเฉลี่ยที่ 900,000 ตันต่อปี สำหรับปริมาณการใช้ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านตันต่อปี มีประมาณ 1.155 ล้านตันใช้ในครัวเรือน (55%) ส่วนที่เหลือก็ใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไป อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และขนส่ง

    ถ้านำกำไรส่วนเกินจากการส่งออกดังกล่าวมาชดเชยให้ผู้ใช้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือนเท่านั้น โดยที่การชดเชยจากกองทุนน้ำมันยังเป็นเหมือนเช่นในปัจจุบัน ผลจะทำให้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือนจะลดลง 2.3 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 34.5 บาทต่อถัง สำหรับถังขนาด 15 กิโลกรัม ซึ่งใช้ปกติในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันขายอยู่เฉพาะราคาเนื้อก๊าซ (เปลี่ยนถัง) ถังละ 265 บาท ถ้าไม่รวมค่าขนส่ง (ซื้อหน้าร้าน) ก็คิดที่ 255 บาทต่อถัง

    ดังนั้น ในกรณีดังกล่าวนี้ก็จะสามารถลดราคาลงได้เท่ากับ 34.50 บาทต่อถัง นั่นคือประชาชนจะสามารถซื้อได้ที่ราคา 220.50 บาทต่อถัง (ไม่รวมค่าขนส่งถึงบ้าน) หรือถ้าจะนำกำไรส่วนเกินเหล่านี้มาชดเชยเงินที่กองทุนน้ำมันชดเชยอยู่ก็จะเป็นประโยชน์ ทำให้ไม่ต้องอ้างว่าขณะนี้รัฐได้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ผลก็คือสามารถปล่อยลอยตัวได้เลยและประชาชนไม่ได้รับผลกระทบ

    2. ในระยะยาว เห็นจะต้องเข้าไปสู่การปรับโครงสร้างการตั้งราคาก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องอาศัยคณะกรรมการจากหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาถกเถียงกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องอาศัยหลักการการตั้งราคาที่ให้สะท้อนต้นทุนส่วนเพิ่มที่แท้จริง ไม่ใช่กำหนดเพดานไว้ที่ 315 US$/Ton ผมเชื่อว่าต้นทุนการผลิตก๊าซหุงต้มจริงๆ ต่ำมาก เพราะเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันและการแยกก๊าซธรรมชาติ

    ในเมื่อโครงสร้างก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ต้นทางจากอ่าวไทยนั้นใช้หลักการต้นทุนเป็นตัวตั้งราคา แต่พอมาเป็นก๊าซหุงต้มซึ่งเป็นผลพลอยได้แท้ๆ กลับเปลี่ยนไปใช้ราคาที่แพงขึ้น หรือเป็นราคากลางที่ซาอุฯ เหล่านี้ไม่เป็นธรรมกับคนไทยเจ้าของประเทศอย่างแน่นอน

    3. ค่าการตลาดที่สูงถึง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 1.625 บาทต่อลิตรนั้น ควรจะพิจารณาทบทวนลดลง เพราะสูงมากเมื่อเทียบกับน้ำมันสำเร็จรูปที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 บาทต่อลิตร อีกทั้งบางช่วงยังไม่ถึง 1 บาทต่อลิตรเลย ทำไมต้องทำให้เอกชนที่เป็นผู้ค้าก๊าซหุงต้มมีกำไรเกินปกติด้วย

    กล่าวโดยสรุปพวกเราคนไทยน่าจะพอคิดได้ว่าการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศนั้น มีผลประโยชน์ซ่อนอยู่กลับกลุ่มคนบางกลุ่ม ไม่ใช่เป็นประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ น่าจะถึงเวลาแล้วที่พวกเราคนไทยควรที่จะเรียกร้องการปรับโครงสร้างธุรกิจพลังงานทั้งระบบอย่างจริงจัง เอาไว้ในบทความต่อๆ ไป จะเริ่มตีแผ่โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ และโครงสร้างค่าไฟฟ้ากันต่อไป

    ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
    credit จาก www.cefiro-ff-club.com ครับ


    [ 26 พ.ค. 2551 , 16:08:25 น

    เพิ่มเติม

    • บุคคลทั่วไป
    RE: แก็สจะขึ้นอีกแล้วครับพี่น้อง
    « ตอบกลับ #1 เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »
      อะไรกันครับพี่น้อง ไม่มีใครเห็นใจ ปตท.เลยหรอคับ
    อุตส่าสร้างภาพ ออกสื่อให้ดูดีที่สุดแล้วนะคับ
    ปตท.เองกำไรนิดเดียวเอง แค่ปีล่ะกว่าแสนล้านเองคับ
    กำไรส่วนนึงก็เอาให้ผู้ถือหุ้น แล้วก็อุตส่ามีเศษผงกระดูกเป็นเงินภาษีของประชาชนนะคับ
    NGV เราก็ซื้อมาขายไป ก็เราเป็นพ่อค้านี่คับ หวังกำไรอย่างเดียว
    LPG เราก็มีไว้ขายคนอื่นคับ คนไทยอยากได้เด๋วเราไปซื้อมาให้แล้ว +กำไรนิดหน่อยเอง
    ได้ทั้งขึ้นทั้งร่องคับ......ไม่เห็นใจ ปตท.บ้างหรอคับ
    นี่คือการตอบแทนบุญคุณ พวกเราที่จ่ายภาษีให้ ปตท.เกิดขึ้นเป็น บจม.ช่างน่ารักเสียจริงๆ?

    "ปตท.ถือว่าเป็นบริษัท มหาชนที่โชคดีมากๆ ตอนตั้งโรงงาน ก็ไม่ต้องลงทุนเอง เอาเงินภาษีเรามาตั้ง พอแปรรูป ก็มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่อีก แถมมี รมต. มีบอร์ด ที่มาจากคนของรัฐช่วยดูแลอย่างดี หาบริษัทใหนในประเทศที่จะมีโชคดี แบบเกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง หายากนะ...."  

    26 พ.ค. 2551 , 16:14:29 น

    เดี่ยวสี

    • บุคคลทั่วไป
    RE: แก็สจะขึ้นอีกแล้วครับพี่น้อง
    « ตอบกลับ #2 เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »
    คุณ เพิ่มเติม เปรียบเทียบได้เห็นภาพ จริงๆ "เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง"
    ก็ต้อง ก้มหน้าก้มตา รับไปครับ เพราะเราหนีจากประเทศ ของเราไม่ได้ นี่ครับ คิดซะว่า มันเป็นกรรม ครับ

    26 พ.ค. 2551 , 18:17:24 น

    ตึ๋ง

    • บุคคลทั่วไป
    RE: แก็สจะขึ้นอีกแล้วครับพี่น้อง
    « ตอบกลับ #3 เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »
    เดี๋ยวเสียตังเราเอาไปทำประชามติอีก 2000 ล้านเปล่าๆอีก เฮ้อ
    26 พ.ค. 2551 , 19:06:20 น

    แมน

    • บุคคลทั่วไป
    RE: แก็สจะขึ้นอีกแล้วครับพี่น้อง
    « ตอบกลับ #4 เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »
    เลิกคับมันเลยดีกว่าครับ เห็นคนใช่แทนที่จะถูก ดันเพิ่มแบบไม่มีเหตุผล เดินครับเดินแบบที่เวียนนาม จักยายแน่นอนครับอากาศดีด้วย แล้วก็ปรหยัดด้วย แม่งเอยรัฐบาลหัวดอ

    26 พ.ค. 2551 , 19:16:09 น

    x

    • บุคคลทั่วไป
    RE: แก็สจะขึ้นอีกแล้วครับพี่น้อง
    « ตอบกลับ #5 เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »
    ปตท. พลังไทยเพื่อโจร  ไปซื้อที่เป็นถังมาเติมก็ได้
    26 พ.ค. 2551 , 19:24:00 น

    เพิ่งซื้อรถ

    • บุคคลทั่วไป
    RE: แก็สจะขึ้นอีกแล้วครับพี่น้อง
    « ตอบกลับ #6 เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »
    ถ้าคิดว่าเขาทำอะไรก็ได้ในประเทศของเรา แล้วเราก็ก้มหน้ายอมรับ หรือไม่ก็หนีไปเลย จริงๆส่วนคนใหญ่ก็รู้กลโกงของพวกนี้กันทั้งนั้น แต่ไม่รู้หรือไม่คิดที่จะทำอะไร กลัวพวกเขา เพราะเขารู้กฎ...และเปลี่ยนกฏ... เพื่อพวกเขาเอง เพราะอย่างนี้พวกเขาถึงหน้าด้านทำกันต่อไปทั้งๆที่ก็รู้ว่าประชาชนส่วนใหญ่รู้ทันพวกเขาแต่จะทำอะไรได้ ก็เรามันอ่อนแอเองได้แต่บ่นๆและทนๆกันไป ....เฮ้อ....
    27 พ.ค. 2551 , 09:16:06 น