ที่นี่คือสนามแข่งรถในความทรงจำของผมเลยครับ...
ไม่ใช่ว่าผมเคยไปแข่งรถหรือเป็นนักแข่งรถอะไรหรอกน่ะครับ แต่ผมประทับใจอะไรหลายๆ อย่าง (แต่ไปมาแค่ 2 ครั้งเท่านั้น)
ครั้งแรกที่ไปเมื่อประมาณปี 2334 ก็ราว 20 ปีมาแล้ว ไปคนเดียว เลิกงานครึ่งวันเสาร์ บึ่งขึ้นรถเมล์ไปเลย ไม่รู้ด้วยว่าสนามมันอยู่ตรงไหน มีปากก็ถามไปเรื่อย จากสายใต้ใหม่ ไปลงดอนตูม ข้ามถนน ขึ้นรถเมล์ระหว่างอำเภอเข้าดอนตูม-นครปฐม มั้งครับ(จำไม่ได้แล้ว) เขาจอดให้ลงระหว่างทางมีแต่ท้องนา บอกว่าสนามแข่งอยู่กลางท้องนาไกลลิบๆ โน่น มองด้วยตาไม่เห็นก็แล้วกันล่ะครับ ขนาดตอนนั้นผมยังสายตาไม่สั้นน่ะครับ ในใจตอนนั้นจะเดินลัดเลาะคันนาเข้าไปเลยแต่ชาวบ้านเขาบอกว่าไกลมาก นั่งมอเตอร์ไซด์ไปเถอะ ซึ่งนั่นก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างนอกเขตกรุงเทพ ในที่สุดก็ไปจนถึงแต่ลืมนึกถึงขากลับว่าจะกลับยังไง...บ้าจริงๆ
...แล้วไปทำไม ไปดูโมโตครอสสนามสุดท้ายของปีครับ มีนักแข่งต่างชาติมาแข่งหลายคน แต่วันที่ผมไปเป็นวันเสาร์ เป็นแค่การซ้อม ไม่เก็บเงินก็เข้าดูฟรี ยุคนั้นวัชระ ปัญจมูล คือนักแข่งขวัญใจของผมเลย เบอร์ 22 สังกัดทีมยามาฮ่า ปีนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะใช้รถ YZ-H หรือใหม่กว่า แข่งในเกรด เอ ส่วนนักแข่งคนอื่นๆ ก็มี ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นใช้นามสกุลนี้หรือเปล่า ใช้เบอร์ 9 สังกัดทีมคาวาซากิ ใช้รถ KX แช่มทอง คุณเกตุ ใช้เบอร์ 32 ทีมซูซูกิ ใช้ RM ส่วนฮอนด้ามีนักแข่งที่ขึ้นมาจากเกรด บี ฝีมือดีหลายคน ที่ผมจำได้ก็มีคนเดียวคือ เฉลิมพล อินทะกนก ใช้เบอร์ 34 มั้งครับ (จำไม่ค่อยได้แล้ว) ใช้รถ CR ส่วนอรรณพ ขำสมบัติ เลิกแข่งไปก่อนหน้านี้แล้ว สังกัดฮอนด้า เบอร์ 33 และอีกหลายคน ผมจำได้ไม่หมด ใครที่อยู่ในยุคนั้นเป็นหนุ่มแน่นพอดี และชอบโมโตครอส จะรู้จักชื่อนักแข่งเหล่านี้ดีครับเพราะตอนนั้นบ้านเรายังนิยมรถวิบากอยู่ (ยามาฮ่า DT125 กับ ฮอนด้า MTX125 คือรถที่ผมอยากได้มาก)
วันนั้นผมไปไม่ทันนักแข่งต่างชาติซ้อม แต่ไปดูนักแข่งเกรดบี เกรดซี ซ้อมก็สนุกแล้ว เพราะตอนนั้นเริ่มบังคับใช้รถสูตรลงแข่งทุกเกรด จึงไม่มีรถตลาดมาแต่งแข่งเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว และรุ่นซุปเปอร์คัพ (รถผู้หญิงแต่งวิบาก) ก็ยกเลิกไป...คนมันชอบครับ ดูรุ่นไหนก็มันส์ไปหมด
...ดูเขาซ้อมจนเพลิน ถ่ายรูปไปด้วย (ผมชอบถ่ายรูปครับ) จนเย็นเลิกซ้อม เขากลับกันหมด ผมจะกลับยังไง นึกไม่ออกเลย วันนั้นเขามีงานแบบงานวัดในสนามแข่งด้วย มีหนังฉาย ผมก็กะว่าไม่ต้องกลับ อยู่มั่วในงานวัดจนเช้าก็ได้เพราะเคยนอนนอกบ้านมา 2-3 ครั้งแล้ว ก็เลยไม่กังวลมาก เดี๋ยวหาข้าวเหนียวไก่ย่างจีระพันธ์กินสักหน่อยก็อยู่ได้แล้ว แต่นั่นมันเดือนธันวาคมน่ะครับ แล้วต่างจังหวัด กลางท้องไร่ท้องนา ตอนกลางคืนมันหนาว พอแสงแดดหมด ผมเริ่มเย็นแล้ว เสื้อกันหนาวไม่ได้เตรียมเพราะกรุงเทพไม่หนาว แอบไปหลบลมบนปรัมพิธี ทนไม่ไหวมันหนาวแน่ๆ ตอนนั้นชาวบ้านยังไม่มาเที่ยวกันมากนัก ผมทนไม่ไหว เดินออกมาครับ เชื่อหรือไม่ว่ามีผมคนเดียวที่เดินออก นอกนั้นเขาขี่รถเครื่อง ทั้งมาบ้างและกลับออกไปบ้าง
ผมเดินมาประมาณเกือบ 500 เมตรได้ มีรถเก๋งนักข่าวช่างภาพเดลินิวส์มาจอดข้างๆ ถามผมว่าออกไปข้างนอกไหม แล้วก็รับผมไปด้วย แต่เขาส่งผมลงแค่ปากทางเพราะเขาไม่กลับกรุงเทพกันแต่จะไปพักที่นครปฐม ผมก็ขอบคุณยกมือไหว้ขอบคุณแล้วก็ลงตรงนั้น เขาบอกว่าเดี๋ยวมีรถเข้าคอนตูมผ่านมาก็ขึ้นไปได้ แต่ตอนนั้นมันเริ่มจะมืดแล้ว (หน้าหนาวมืดเร็วครับ) มีขาไว้ทำไมล่ะครับ เดินๆๆๆ เดินอย่างเดียว
...เดินมาได้สักระยะ ตรงจุดนี้ล่ะครับที่เป็นความประทับใจที่ผมไม่เคยลืม(ช่างภาพนักข่าวเดลินิวส์ ผมก็ประทับใจเช่นกัน จนวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าเขาชื่ออะไรแต่น่าจะเป็นนักข่าวสายกีฬาแน่ๆ ) มีครอบครัวชาวบ้านคงจะกลับจากไปทำไร่ทำนามั้งครับ ขี่มอเตอร์ไซด์ฮอนด้า 50 ซีซี รุ่นเก่าซ้อนกันมาพ่อ แม่ ลูก จอดถามผมว่าจะไปกรุงเทพหรือ รถคันสุดท้ายเข้าดอนตูมมันไปแล้ว ว่าแล้วเขาก็ให้เมียกับลูกสาวเขาลงและเดินตัดคันนาเข้าบ้าน ผมเกรงใจ เขาบอกว่าบ้านอยู่แค่นี้เอง แต่ผมมองไปจนสุดสายตา ไม่เห็นมีบ้านสักหลัง มีแต่ท้องนา แล้วลุงหัวหน้าครอบครัวก็ให้ผมซ้อนท้ายขึ้นมา เขาบิดรถด้วยความเร็วที่สุดที่รถ 50 ซีซี จะบิดได้ จอดแวะถามแม่ค้าที่ขายน้ำมันหลอดข้างทางว่ารถเข้าดอนตูมผ่านไปนานหรือยัง แม่ค้าบอกว่ายังไม่นาน แต่รถ 50 ซีซีจะไปทันรถเมล์ได้ยังไงล่ะครับ ไม่ทัน ไม่เห็นแม้แต่ตูดรถเมล์ แต่ลุงเขาก็จอดถามแม่ค้าขายพวงมาลัยข้างทางอีก สาวๆ เลยน่ะครับ น่ารักและสวยด้วย อยู่กัน 2-3 คน แม้ค้าบอกว่ารีบไปๆ รถมันจะเข้าไปจอดในตลาดพักใหญ่ๆ รีบไปก็ทัน ลุงก็บิดรถเครื่องเต็มที่ มาทันที่ตลาดจริงๆ ครับ ผมขอบคุณและจะให้เงินลุงเขา แต่เขาไม่รับยังไงก็ไม่รับ ผมจึงยกมือไหว้ขอบคุณลุงอีกครั้งอย่างตื้นตันใจเป็นที่สุด นี่คือน้ำใจอันบริสุทธิ์ของชาวบ้านเมื่อ 20 ปีก่อน
ลุงเขาบอกว่าไม่เป็นไร แล้วขี่รถออกไปช้าๆ ผมรีบกระโดดขึ้นรถเมล์ทันทีเพราะมันจะออกแล้ว มาลงที่ปากทาง แล้วรอรถเข้ากรุงเทพลงที่สายใต้ใหม่ ในที่สุดก็กลับมาถึงบ้านได้ แต่วันรุ่งขึ้นผมไม่ได้ไปดูโมโตครอสแล้วน่ะครับ เพราะรู้แล้วว่าไปแบบไม่มีรถส่วนตัว เป็นเรื่องยากมาก แต่ผมประทับใจสุดๆ กับการไปดูโมโตครอสของผมในครั้งนั้นครับ
...ถือโอกาสเล่ายาวหน่อยเพราะอยากบอกความมีน้ำใจของคนไทยในอดีตที่วันนี้ผมยังอยากให้มีน้ำใจแบบนี้เหมือนเดิม ทั้งนักข่าวเดลินิวส์ และคุณลุง รวมทั้งทุกๆ คนที่ช่วยเหลือผม
...เหมือนนิยายมาก แต่นี่คือเรื่องจริงครับ...
10 ก.ย. 2011 , 04:32:22 น