เรื่องจุกจิกนี่ โทษรถไม่ถูกนะครับ โดยเฉพาะรถระดับครอบครัวที่มียอดขายสูงกว่ารถแบบอื่นๆ ที่ผู้ผลิตต้องพยายามทำให้มีค่าบำรุงรักษาต่ำที่สุดให้ได้ ต้องโทษบุคคลอยู่ 2 กลุ่มครับ
1. ผู้ใช้/ผู้ขับขี่/เจ้าของรถ ที่ผมแยกไว้นี่เพราะบางที่เป็นคนละคนกัน
2. ช่างซ่อมรถ
กลุ่มที่ 1. มีหน้าที่ใช้รถและจ่ายเงินบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมและถูกวิธี (ตามคู่มือการใช้ที่มาพร้อมรถ ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้อ่านกันหรือเปล่า) รวมถึงการตัดสินใจเลือกช่างด้วยครับ(อันนี้ยากหน่อยแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ) ทำหน้าที่ของตนเองในการดูแลเบื้องต้น (ก็มาจากคู่มือฯเช่นกัน) และคอยจ่ายค่าซ่อมบำรุงตามวาระ ทั้งสามัญ (ตามกำหนด อยู่ในคู่มืออีกละ) และวิสามัญ (เป็นคราวๆไปตามความเป็นจริง) โดยการนำรถไปหาบุคคลกลุ่มที่ 2. ถ้าบุคคลกลุ่มนี้ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องแล้วล่ะก้อ โอกาสที่รถจะกลายเป็นปัญหาไม่รู้จบ(ถ้าไม่ขายทิ้ง)สูงมากครับ
กลุ่มที่ 2 มีหน้าที่ต้องดูแลซ่อมแซมรถอย่างถูกต้องตามมาตรฐานหลักวิชาช่างยนต์ และ สอดคล้องกับคู่มือประจำศูนย์บริการ(ตามที่ผู้ผลิดมีมาให้) อีกทั้งยังต้องมีจรรญาบรรณในวิชาชีพอีกด้วย
ปัญหาที่ว่าจุกจิกก็คือ
1. อยากให้รถทีี่ใช้นั้นเป็นรถห่างอู่
กลุ่มที่ 1. ไม่ชอบถูกหลอกอย่างแรง (จริงๆแล้วมนุษย์เดินดินกินข้าวแกงอย่างพวกเรานั้น กลัวเสียหน้ามากที่สุดครับ) ดังนั้น หากไม่เชื่อว่าจะเสียจริง หรือไม่มีอาการให้เห็น หรือ ช่างไม่สามารถโน้มน้าวความคิดคนกลุ่มนี้ได้ว่าจะเสียจริง จะมาบอกว่าเสีย ต้องจ่ายเงินเหรอ เมินซะเถอะยังขับได้ดีๆอยู่เลย พูดง่ายๆคือถ้าไม่พังคาเท้าจนวิ่งไม่ได้ล่ะก้อ ไม่ซ่อม ซึ่งบางทีก็เข้าใจนะเชื่อนะแต่ว่าไม่มีตังค์ ก็ เอาไว้ก่อน เอาไว้ก่อน แล้วก็ลืมไปเลย จะนึกออกจำได้ก็ตอนที่ต้องลากนั่นแหละ เลยห่างอู่ไปอยู่ในป่าช้า(รถ)ซะเลย
2. ซ่อมไม่จบ
กลุ่มที่ 2. นั้นก็เอ่อ..... นะ.... ตำราหรือคู่มือศูนย์เป็นภาษาไทยทั้งนั้นเลยนี่ (ประชดนะครับ จริงๆทั้งหมดเป็นอังกฤษล้วน แต่จะมีศุนย์ไหนที่แปลเป็นไทยมาแล้ว ช่างยอมอ่านไหมครับ ส่วนใหญ่พูดกะตัวเองว่า แหม ถ้าตรูอ่านตำราขนาดนี้ได้ ไม่เป็นช่างแล้ว ไปเป็นวิศวกร หรือ หมอแล้ว) ก็เลยซ่อมกันตามมีตามเกิดคือใช้ประสบการณ์ที่มีเข้ามาใช้ในการตัดสินใจ ทีนี้ รถแต่ละยี่ห้อมันไม่เหมือนกัน จะเอาประสบการณ์ในการซ่อม Mitsu มาใช้ซ่อม Hyundai ก็พอได้ครับ แต่จะมาซ่อม VW คงไม่ไหว แต่จะทำยังไงได้ ก็ต้องซ่อม มันก็ไม่จบซิครับ อาการแบบนี้ที่เคยรู้มา ตัวนี้เสีย เปลี่ยนเลย อ้าวเปลี่ยนแล้วไม่หายนี่หว่า สงสัยตัวอื่นแล้วหล่ะ แล้วก็เปลี่ยนโน่น เปลี่ยนนี่ จนแทบจะเป็นเครื่องใหม่แล้ว อาการก็ไม่ดีขึ้น ยังไงต่อรู้ไหมครับ ก็เลยแนะนำให้เปลี่ยนเครื่องเลย อ้างว่าเครื่องญี่ปุ่นซ่อมง่ายอะไหล่ถูก โธ่.....ถัง.... เครื่องตรงกับรถ ยังซ่อมไม่ค่อยจะได้ นี่ เครื่องมาทางรถไปทาง ถ้าทำได้จริงคงต้องยอมรับว่าเขาเก่งเครื่องญี่ปุ่นจริงๆ ข้อนี้ถ้าช่างพูดล่ะก็ เปลี่ยนช่างได้เลยครับ เหมือนเราไปหาหมอ หมอบอกว่าไม่รู้จะรักษาเราให้หายได้ยังไง เราจะเปลี่ยนหมอไหมครับ
3. อะไหล่แพง
อันนี้เถียงกันได้จนลูกบวชนั่นแหละครับ เพราะอะไรหรือครับ เรื่องนี้มันมีอดีตอยู่ว่า ในยุคก่อนนั้น รถญี่ปุ่นราคาถูกกว่ารถที่มาจากทวีปอื่น เพราะญี่ปุ่นมาทีหลัง แต่ต้องการจะตีตลาด(ซึ่งก็ทำได้ดีซะด้วย) เลยแข่งขันด้านราคา(ที่ถูกกว่า)แทน ซึ่งรถญี่ปุ่นในยุคนั้น ทั้งทน ทั้งถูก เพราะก๊อปเค้ามา ไม่มีต้นทุนค่าวิจัยพัฒนาและแถมยังสามารถแก้ข้อด้อยของต้นฉบับให้ดีขึ้นได้อีกด้วย แต่สมรรถนะรวมจะต่ำกว่า เนื่องจากเลือกใช้ชิ้นส่วนบางอย่างที่สามารถใช้ของถูกได้ เช่น ใช้ระบบกันสะเทือน/ช็อคแอบซอร์บเบอร์ แบบ Low End ขับไปไหนมาไหนได้อยู่แล้ว ไม่ซัเรียส, ใช้โลหะตัวถังที่บางกว่า เป็นต้น (ซึ่งปัจจุบันก็ยังพอมีเรื่องแบบนี้ติดตัวอยู่พอสมควร) อะไหล่รถญี่ปุ่นจึงราคาถูกกว่าเพราะคุณภาพต่ำกว่า และยังสามารถหาอะไหล่เก่าสภาพดีได้จากญี่ปุ่นง่ายๆอีกด้วย (แต่ผู้ใช้โซลูน่าหรอวีิออสคงไม่ใช่นะครับ)
ในปัจจุบันนั้น อะไหล่ที่คุณภาพเท่าเทียมกันย่อมที่ราคาพอๆกันตามสภาวะตลาดโลกอยู่แล้ว
อยากจะบอกว่า ถ้ารถมันเฮงซวยจริงๆล่ะก้อ มันคงสูญหายไปจากโลกนี้เรียบร้อยแล้วล่ะครับ เช่นรถจากเกาะอังกฤษหลายๆยี่ห้อที่รถมันแย่จริงๆ คนที่ซื้อแบรนด์ไปทำต่อที่รุ่งๆมีไม่กี่ยี่ห้อเอง นอกนั้น..... เหอะๆๆๆๆ
ส่วนรถระดับอื่นๆนั้น คงไม่ต้องพูดถึงนะครับ
โดยทั่วไปนั้น ของดีราคาต้องสูงอยู่แล้วครับ เพียงแต่คำว่า"ดี"นั้นต้องตีความครับ "ดี"ของเรา อาจเป็น"ไม่ดี"ของคนอื่นก็ได้ อยู่ที่เจตนาและความต้องการของผู้คิดครับ
26 มิ.ย. 2551 , 15:31:18 น