VW-Thai Club House
General Category => VW-Thai Club House => ข้อความที่เริ่มโดย: vw3 ที่ เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am
-
คาถาแก้ปัญหา
ในงานเลี้ยงนักเขียนของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มีรุ่นน้องคนหนึ่งที่ไม่เจอกันมานานเดินมาคุยด้วย เขาบอกว่าอยากเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังมานานแล้ว เป็นเรื่องที่บทสัมภาษณEองผมในนิตยสารอิมเมจเมื่อประมาณ 1-2 ปีก่อน ตอนนั้นหนูกำลังมีปัญหาใหญ่มากไม่รู้จะแก้อย่างไรพอดีได้อ่านที่พี่บอกว่า ปัญหาในโลกนี้มีอยูE2 อย่าง คือ ปัญหาที่แก้ไดEและปัญหาที่แก้ไม่ไดEให้แก้ปัญหาที่แก้ได้ก่อน อ่านแล้วคลิกเลย ขอบคุณมากพี่
พูดจบเธอก็จากไป ทิ้งไว้แต่อาการ พองโตEในอารมณEองผม ไม่น่าเชื่อว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาแบบ กำปั้นทุบดินEจะได้ผล จริงๆแล้วคำพูดนี้เป็นของ Eน้าชาติ Eพล.อ.ชาติชาย ชุญหะวัณ อดีต นายกรัฐมนตรีเจ้าของวรรคทอง Eไม่มีปัญหาEถือเป็นคำเกEกEี่เอาไปใช้แนะนำพีEเพื่อน น้อง เวลาที่ช่วยหาทางออกในชีวิตให้เขาไม่ไดEเป็นข้อสรุปที่คมคาย แต่เจ็บมือน่าดูเลย
ถ้าใช้ทฤษฎี น้าชาติEมาใช้ในการแก้ปัญหา ปัญหาในโลกนี้ก็จะมีอยูE2 แบบ คือ ปัญหาที่แก้ไดEกับปัญหาที่แก้ไม่ไดEถ้าใครสะสม ปัญหาEเป็นงานอดิเรก หากแยกแยะปัญหาเป็นหมวดหมู่ตามทฤษฎีดังกล่าว เราก็จะเริ่มต้นนับ 1 ได้ว่า จะเริ่มแก้ปัญหาไหนก่อน ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ก็อย่าไปพยายามดิ้นรนหาทางแก้ไข เพราะอย่างไรก็แก้ไม่ได้อยู่แล้ว เสียทั้งเวลา และปัญหาก็ยังอยู่เหมือนเดิม ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกขEสู้เอาเวลามาใช้กับปัญหาในหมวดที่แก้ไขได้ดีกว่า ถ้าทฤษฎีนี้น้องๆยังไม่เชื่อถือ ผมจะเริ่มเอาธรรมะเข้าขย่มทันทีด้วยการแอบอ้างเรื่องของหลวงปู่ชา สุภัทโท ซึ่งอ่านมานานแล้ว แต่แปลกที่พูดกี่ครั้งก็ไม่เหมือนเดิมสักที ใจความสำคัญถูกต้อง แต่รายละเอียดจะปรับแต่งตามลักษณะปัญหาแต่ละตัวบุคคล เป็นธรรมะแบบ ดิ้นEไดE
เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งมีคนที่มีปัญหาชีวิตหนักมากมาขอให้หลวงปู่ชาช่วยแก้ปัญหา เขาเล่าเรื่องราวในชีวิตให้หลวงปู่ฟัง เป็นปัญหาที่ใหญ่โตมโหฬาร โยงใยกันวุ่นวายไปหมด อาจารยEานั่งฟังอย่างสงบนิ่ง รอให้เขาระบายความทุกขEนหมดแล้วท่านก็ชี้นิ้วไปที่ก้อนหินก้อนใหญ่มากก้อนหนึ่งแล้วถามว่า โยมผลักหินก้อนนี้ไหวไหมE
โยมผู้มากด้วยปัญหา ส่ายหน้า ไม่ไหวครับEแล้วก้อนนั้นล่ะผลักไหวไหมEอาจารยEาชี้ไปที่ก้อนหินอีกก้อนหนึ่งที่เล็กกว่าก้อนแรกครึ่งหนึ่ง เขามองแล้วตอบทันที ไหวครับEหลวงปู่ชาจึงเริ่มเทศนาธรรมว่าหินก้อนแรกก็เหมือนกับปัญหาของโยม ผลักก็ไม่ไหว เคลื่อนก็ไม่ไดEถ้าเราพยามแข็งขืนที่จะผลักต่อไปก็เหนื่อยเปล่า เพราะมันใหญ่เกินกว่าแรงของเรา แต่ถ้าเราปล่อยให้ฝนตก ลมพัด หินก้อนแรกก็จะกร่อนลงจนเหลือเท่ากับหินก้อนที่สอง เมื่อนั้นถ้าเราผลัก หินก้อนนั้นก็จะเคลื่อนตัวไดE
ปัญหาบางปัญหาคิดไปก็เท่านั้น ทุกขEจเปล่าEเพราะมันยิ่งใหญ่เกินแก้ไข แต่ถ้าปล่อยไว้เวลาอาจช่วยไดEอาจมีตัวแปรอื่นมาช่วยทำให้ปัญหาเบาลงหรือเปลี่ยนไป สุดท้ายเมื่อปัญหาอยู่ในระดับที่เราแก้ไขไดEเมื่อนั้นเราค่อยคิดแก้ปัญหาEประโยคสุดท้าย อาจารยEาไม่ได้เทศนEรอกครับ ผมเติมเอง
คนเรานั้นชอบมองปัญหาแบบ หยุดนิ่งEคือสภาพคงเดิมไม่แปรเปลี่ยน คิดว่าขนาดของปัญหาเท่าไรก็เท่านั้น รูปร่างแบบใดก็แบบนั้น ความจริง ปัญหาEก็เหมือนคน บางวันอ้วน อีก 3 เดือนผอม บางวันหน้าใส บางวันสิวขึ้น เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และตัวแปรต่างๆมากมาย
เพื่อนผมคนหนึ่งอกหัก สาบานกับผมที่ธรรมศาสตรE่าต่อไปนี้จะไม่รักใครอีกแล้ว นอกจาก ไก่ คนเดียว
วันนี้มันแต่งงาน 2 ครั้งแล้ว มันอ้างว่า เพราะมันเป็นคนรักเพื่อน และให้โอกาสเพื่อนเสมอ แต่งงานครั้งแรกเห็นว่าผมไม่ยอมไปร่วมงานก็เลยให้โอกาสเพื่อนอีกครั้งด้วยการแต่งงานใหมEEกับผู้หญิงอีกคน
ในขณะที่เราใชEความเปลี่ยนแปลงEมาเป็น ยาชาEในการแก้ปัญหา ในมุมกลับบางครั้ง ความเปลี่ยนแปลงEก็คือ ปัญหาE
ปัญหาEหนึ่งที่มีคนชอบมาคุยด้วยมากที่สุดคือ เรื่องความเปลี่ยนแปลง มีทั้งจะลาออกดีไหม จะไปเรียนต่อดีหรือเปล่าหรือการเปลี่ยนแปลงภายในองคEร ผมเคยบอกน้องๆที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเสมอว่า
คนส่วนใหญ่จะกลัวความเปลี่ยนแปลงเพราะแรงเสียดทานของ ความเคยชินEเมื่อมี สิ่งใหม่ เข้ามาในชีวิตเราจะรู้สึกกลัวเหมือนที่เรากลัว ผีEกลัวในสิ่งที่ไม่เคยเห็น กลัวในจินตนาการที่เสริมแต่งของเราเอง ทุกคนลืมประวัติศาสตรEมัยเด็กเมื่อเราเคยอยู่โรงเรียน พอจะย้ายโรงเรียนก็เริ่มคร่ำครวญถึงความผูกพันในวันนั้น
รักเพื่อนหนักหนาและต่อไปเราจะเจอกันทุกสัปดาหEเข้าโรงเรียนใหม่ได้ไม่นาน ก็ปรับตัวได้เจอเพื่อนกลุ่มใหมEและเริ่มเหินห่างเพื่อนเก่า ทั้งที่วันแรก บางคนแสนจะเหม็นหน้าเพื่อนใหม่บางคนเหลือเกิน และถวิลหาเพื่อนเก่าเหลือหลาย แต่เพียงไม่กี่ปี แค่เจอ เพื่อนเก่าEก็ไม่รู้จะคุยอะไรกัน เพราะไม่เจอกันนาน
ปัญหาEไม่หยุดอยู่กับทีEความรู้สึกของคนก็เหมือนกัน มันจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่คนส่วนใหญEขี้ลืมEลืมไปว่าทุกครั้งของการเปลี่ยนแปลง เรามักจะกลัวมันก่อนเสมอ แต่ผลสุดท้ายเราก็สามารถปรับตัวไดE
เมื่อน้องๆมาปรึกษาก่อนจะถึงคาถาของ พล.อ.ชาติชาย และหลวงปู่ชา ซึ่งผมจะใช้เป็น คำตอบสุดท้ายEเมื่อไม่รู้จะขุดอุโมงคEอกจากความมืดมิดอย่างไร
ผมจะแนะน้องๆให้มอง ความเปลี่ยนแปลงในแง่บวกEรำลึกอดีตเล็กน้อยเพื่อให้รู้เท่าทัน ความเปลี่ยนแปลงEว่าความรู้สึกวันนีEไม่ใช่ของใหมEแต่เป็นของ โบราณEที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต เพียงแค่เปลี่ยนตัวละครและฉากใหม่เท่านั้นเอง
ผมเชื่อว่าการคิดแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงด้วยการไม่ยอมเปลี่ยนแปลง จะเสียเวลาและเสียแรงเยอะ แทนที่จะพยายามฝืนโลกให้หยุดนิ่ง สู้เอาเวลามาคิดว่าจะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงใหม่ให้มีความสุขได้อย่างไรดีกว่า
ผมชอบคำพูดที่ว่าคนที่มีความสุขไม่ใช่คนที่ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่คือคนที่ชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ และทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้น ให้มองตัวเราก่อนอย่าเพิ่งชี้นิ้วไปที่คนอื่น เพราะการแก้ปัญหาที่ตัวเองจะง่ายที่สุด คนอื่นเราเปลี่ยนเขายาก แต่ตัวเรา เราเปลี่ยนได้ง่ายที่สุด เมื่อน้องEเริ่มพยักหน้ารับฟัง ผมก็จะตบท้ายว่าปัญหานี้เป็นของคุณ คุณต้องแก้เองEสุดท้ายใครที่มาปรึกษาก็จะออกไปแบบงงEเพราะไม่ได้หนทางแก้ปัญหาเลย แต่ถ้าใครหวนกลับมาอีกหน ก็จะเจอคาถา พล.อ. ชาติชาย และหลวงปู่ชา ดูหินก้อนนั้นสิE
คัดลอกมาจาก คอลัมนEฟาสตEู้ดธุรกิจ ของ หนุ่มเมืองจันทEหนังสือ มติชนสุดสัปดาหEฉบับจันทรEีE13 ส.ค.44
[ 14 พ.ย. 2545 , 10:34:55 น
-
uhm! just click with thanks.
14 พ.ย. 2545 , 12:33:51 น
-
ไอ้บ้า.....
14 พ.ย. 2545 , 18:52:07 น
-
คุณ RASCAL อย่าถ่อยอย่างนั้นเลยครับ
ช่วยมีอารยธรรมหน่อย
14 พ.ย. 2545 , 22:00:00 น
-
จริงๆนะครับที่ว่า งานแต่ละงานจะมีคนอยูE
3 ประเภท
1. คนที่ชื่นชม
2 คนที่ไม่ชอบในผลงาน
3 คนที่เฉยE
แม้แต่งานที่ว่าดีๆแล้วยังมีคนประเภททีE2
อยู่เสมอขออย่าให้เราท้อแท้เมือเจอคนประ
เภททีE2
15 พ.ย. 2545 , 05:55:28 น
-
เห็นด้วยกับคุณมือใหม่ครับ
ประติมากรรมสลักหินชิ้นนึง ตั้งตากแดดตากฝน สงบนิ่ง เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่เคยมีอิทธิพลให้ฟ้าฝนปรวนแปรไดEแต่ผู้คนที่ผ่านไปมามักมองด้วยอารมณEี่ปรวนแปรต่างกัน
กาลครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งแต่งตัวขมุกขมอมนอนนิ่งอยู่กลางทุ่งนาเป็นเวลาหลายชั่วโมง เด็กเลี้ยงควายขี่ควายผ่านมา ชี้ชวนให้เพื่อนดู "เฮ้ยEมาดูคนบ้ากันเร้ว.." พร้อมทั้งใช้ก้อนหินปาเล่น ชายคนนั้นก็ยังนอนนิ่งไม่ไหวติง กลุ่มเด็กเลี้ยงควายก็ผ่านไป สักพักมีกลุ่มโจรที่หนีตำรวจผ่านมา หัวหน้าโจรคิดว่าชายที่นอนอยู่เป็นโจรที่หนีตำวรจเหมือนกับตนแต่หมดแรงหนีต่อไปไม่ไหว หัวหน้าโจรก็ชี้ชวนให้ลูกน้องดู แล้วบอกว่า "ถ้าพวกเอ็งเป็นโจรกระจอกที่อ่อนแอ พวกเอ็งก็ต้องนอนรอตำรวจอย่างไอ้กระจอกนี้แหละ" ว่าแล้วก็ถ่มน้ำลายรดแล้วพาลูกน้องหนีต่อไป สักพักมีคนเมาผ่านมา เดินวนดูอยู่หลายรอบแล้วก็พูดขึ้นว่า "เหล้าน่ะ ถ้ารู้จักกิน ก็ไม่ต้องมานอนอยู่กลางทุ่งนาให้อายชาวบ้านเค้า"ว่าแล้วก็อาเจียนรดด้วยความเมา แล้วก็เดินจากไป สักพักมีนักบวชผ่านมาแล้วหยุดยืนดูอยู่หลายชั่วโมง นักบวชผู้นั้นก้มลงกราบด้วยความคารวะ "ข้าบำเพ็ญเพียรมาทั้งชีวิต ยังไม่สามารถนอนนิ่งๆได้นานเช่นท่านเลย ท่านต้องบรรลุแล้วแน่ๆ โปรดรับข้าเป็นศิษยE้วยเถิด" เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ชายผู้นั้นก็ยังไม่ยอมลุกขึ้นมารับนักบวชเป็นศิษยEนักบวชผู้นั้นจึงเดินทางต่อไปด้วยความผิดหวัง และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าชายที่นอนอยู่นั้นเป็นใคร และเป็นอะไร แต่เค้าสามารถทำให้คนหลายคนรู้สึกต่างกันไป อันนี้กับระดับสติปัญญาและสุขภาพของจิตของผู้พบเห็น กระทู้นี้ก็เช่นกัน
สวัสดีเพื่อนร่วมโลกทุกท่าน
15 พ.ย. 2545 , 06:52:18 น
-
ขอขอบคุณทั้งคุณ vw3 เจ้าของกระทู้ที่หายไปนาน.. และคุณกองเชียรEี่ช่วยเสริมสิ่งดีดีให้พวกเราได้ประดับความนึกคิดกัน ผมเชื่อมานานแล้วแหละว่าคนมีหลายประเภทจริงจริง
15 พ.ย. 2545 , 08:29:38 น