• ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป



  • กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

    เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

    ตอบ

    Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
    Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.
    ชื่อ:
    อีเมล์:
    หัวข้อ:
    ไอค่อนข้อความ:

    Verification:
    Type the letters shown in the picture
    Listen to the letters / Request another image

    Type the letters shown in the picture:
    ตัวย่อของเมืองหลวงของเรา ๓ ตัว:

    shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


    สรุปหัวข้อ

    ข้อความโดย: หะมู
    « เมื่อ: มิถุนายน 21, 2012, 05:29:33 pm »

    แหมขอบคุณคุณ mr.boone มากครับ ความคิดผมก็คล้ายๆ กันครับ เพียงแต่อย่างที่บอกว่าทักษะทางช่างผมมันน้อย ประกอบกับความไม่รู้ ทำให้กลัวไงครับ สมัยก่อนพ่อซื้อรถเต่าให้ใช้คันแรก ว่างๆ อยากลองของ ถอดหัวเทียนออกมาทำสะอาด แต่ตอนเสียบสายกลับเสียบผิดสูบ ระเบิดปุ้งเดียวเลยกลัวฝังใจตั้งแต่นั้นมา แต่ตอนนี้กำลังพยายามครับ อะไรที่เราทำได้เองก็ลองดู ได้แวเรี้ยนท์มานี่เปลี่ยนคอล์ยเองได้แล้ว เปลี่ยนท่อยางแวคคุ่มเบรกได้แล้ว ถ่ายน้ำมันเฟืองท้ายเอง เปลี่ยนแผงไส้กรองอากาศเอง ถอดไส้หม้อกรองมาทำสะอาดเอง ล่าสุดก่อนเจอน้องน้ำถอดกระบอกเติมน้ำมันไฮดรอลิกเอง และปรับปรุงแท่นวางแบต(โดนน้ำกรดกัดเป็นสนิม) วันที่โดนน้ำท่วมอุตส่าถอดกล่องสมองที่อยู่ใต้เบาะหลัง แบบพิสดาร เพราะน้ำมันท่วมมองไม่เป็นกล่อง ช่างพงษ์บอกวิธีทางโทรศัพท์ ยากตอนที่จะถอดปลั๊กออก เพราะมันมีฝาสไลด์ครอบอยู่ เพราะผมไม่เคยเห็นว่าเค้าถอดยังไง ต้องใช้มือคลำ ผลสุดท้ายก็กระชากจนหลุด แถมโทรศัพท์ที่หนีบหูไว้ฟังคำอธิบายหล่นน้ำพังไปอีก ถอดของยากได้แล้ว วิ่งมาถอดกล่องหน้าห้องเครื่อง นึกว่าหมูๆ เพราะยังอยู่พ้นน้ำ มองเห็น ที่ไหนได้ถอดปลั๊กเจ้ากรรมไม่ออก ผลสุดท้ายเลยวางไว้หน้ากระโปรงนึกว่าพ้นน้ำ แต่ก็เสร็จเค้าจนได้ แหะ แหะ  ยังไงก็เข้ามาโพสบ่อยๆ นะครับ ขอบคุณครับ
    ข้อความโดย: mr.boone
    « เมื่อ: มิถุนายน 21, 2012, 02:58:03 pm »

    คุณหะมู และคุณmontri95 ...ก็โอเค.นะมีอะไรก็ปรึกษาแนะนำกัน  ความเครียดตอนรถมีปัญหาจะได้ทุเลาเบาบางลงไปบ้าง ความจริงไม่ค่อยอยากทำเองเท่าไร ก้มๆ เงยๆ ไม่นานเดี๋ยวก็ปวดเมื่อยไปทั้งตัว เดือดร้อนต้องไปหาหมอนวดเสียเงินเพิ่มอีก (บางทีมากกว่าค่าซ่อมรถด้วยซ้ำ) แต่มันจ็บใจที่อะไรนิด อะไรหน่อยก็ 500 เปลี่ยนรอกตึงสายพานรวมหน้าเครื่องก็ 500 ผมแอบๆมองดูโธ่เอ๋ยถอดนัทแค่ 2 ตัวเอง เชอะ ! คราวหน้าไม่ได้แอ้มเงินผมอีกหร็อก  อย่างนี้เป็นต้น  เพราะความยัวะบางครั้งก็เลยยอมเหนื่อย แต่นานๆทีพอทนไหว  อย่าเอานิสสัยผมไปใช้ล่ะเหนื่อยเปล่าๆ ให้ช่างทำให้สบายกว่า...โชคดีทั้งสองท่านครับ
    ข้อความโดย: montri95
    « เมื่อ: มิถุนายน 20, 2012, 09:34:24 pm »

    ขอบคุณครับ

    ผมมี ที4 อยู่คัน เป็นเครื่องเบนซิน สองพัน ติดแกสแล้ว
    ตอนเช้า   ก่อนติดแกส สตาร์ท(น้ำมัน) ทีเดียวติด โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง ตามที่คู่มือบอกไว้เลย
    พอติดแกส ตอนนี้ ต้องสตาร์ทสองครั้งครับ(น้ำมัน) โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง

    แต่ถ้าจะสตาร์ทแกส ต้องเหยียบคันเร่ง

    เคยตรวจเช็ค เจอท่อน้ำมันรั่ว ซึม  พอขันให้แน่เข้า ก็สตาร์ทได้ครั้งเดียว
    แต่ไม่กี่วัน ก็ต้องสองครั้งอีก โดยไม่ต้องเยียบคันเร่งครับ

    คัน เซียท นี่  สตาร์ทตอนเช้า ไม่ได้เหยียบคันเร่ง เครื่องติด แล้วก็ดับไป
    พอสตาร์ทครั้งที่สอง ต้องเหยียบคันเร่ง แล้วสตาร์ทนานสักหน่อย ถึงจะติดครับ
    ข้อความโดย: หะมู
    « เมื่อ: มิถุนายน 19, 2012, 11:53:24 pm »

    แหม พอคุณ mr.boone มาชี้ชัดอีกทีนี่ ค่อนข้างกระจ่างเลยครับ เอาเป็นว่า ถ้าไฟดี มีน้ำมัน แต่ตื่นขึ้นมาแล้ว หรือจอดไว้นานๆ สัก ๖-๗ ชั่วโมงต้องบิดกันนานหน่อยกว่าจะติด จำเลยที่เราควรฉุกคิดคือปั๊มติ๊กนะครับ

    ผมคิดว่าเนื่องจากผมไม่มีทักษะทางช่างมากเท่าไร ประกอบกับเป็นคนสมาธิสั้น ขี้ลืม ทำให้ผมแก้ปัญหาได้ไม่ดี ขั้นตอนต่างๆ ที่คุณแนะนำมา ก้อพอทราบ แต่ไม่รู้เป็นไร พอเกิดปัญหาฉุกเฉินมักจะคิดไม่ออก เพราะนานๆ เจอปัญหาทีนึง ผมอยากบอกว่าตอนใช้เจ้าเต่ากะเจ้าตู้แตงโม เวลาเช็คไฟมา หรือน้ำมันมา ค่อนข้างง่าย เพราะเครื่องอยู่หลัง เราก็นั่งทำได้ง่าย เสียอย่างเดียวเวลาบิดกุญแจต้องวิ่งไปข้างหน้า ยกเว้นมีคนช่วย ตอนหลังเลยติดตัวช่วยสตาร์ทไว้ในห้องเครื่องก็ดีหน่อย  แต่เจ้ากอล์ฟแวเรี้ยน (รวมทั้งรถอื่นๆ) เวลาอยู่คนเดียวนี่ ผมไม่ชอบเลย เพราะถ้าถอดสายหัวเทียนมาดูไฟสปาร์ก ไอ้สายมันก็คอยจะเลื่อนหล่นจากจุดที่เราจะเห็น (นี่ไม่นับสายตาที่มองได้ไม่ชัดเจนนะครับ อิ อิ) ไหนจะเจ้าฝากระโปรงที่มันทำมุมบังสายตา แล้วยังมีการที่จะต้องพยายามเอื้อมมือเข้าไปบิดกุญแจอีก อันนี้เจอเป็นไฟท์บังคับ ตอนที่คอล์ยเสีย รถดับใกล้ทางลงสะพานพระราม ๘ กว่าจะรู้ว่าไฟไม่มาเล่นเอาเหงื่อหยด ถ้าเจอแบบนี้อีกก็ยังสงสัยตัวเองครับ  สรรพคุณไฟรถกอล์ฟผมพอจะทราบครับ เนื่องจากพรรคพวกกันมีเวนโต้ วันนึงรถมีอาการเหมือนวิ่งไม่ครบสี่สูบ ด้วยเค้าเป็นช่างซ่อมโฟล์กแบบเครื่องลม เค้าก็ใช้วิธีตรวจจากจี่สายหัวเทียนลงกราว มีอยู่ขณะนึงไฟมันกระโดดใส่มือเค้าที่ยืนหน้ารถ ในขณะเดียวกันเด็กที่มาช่วยบิดกุญแจแถวพวงมาลัยพาลโดนกระแสมันช๊อตจนสะดุ้งไปด้วย ผลสุดท้ายเจอจำเลยคือสายหัวเทียนรั่วเส้นหนึ่งครับ

    เจ้าฝาถังที่ผมว่าเปิดยาก ไม่ใช่ตัวแผ่นกลมที่ขันติดตรงหลังเบาะนะครับ แต่หมายถึงเจ้าฝาเอบีเอส (มั๊ง) ที่ปิดตรงถังน้ำมันใต้ตัวถังนะฮะ ที่จริงเคยเห็นเครื่องมือเหมือนมือเสือครอบบิดได้ง่ายอ่ะครับ

    ขออภัยที่เขียนยาว (แก้ไม่หาย)  เมื่อสมัยผมเริ่มขับรถใหม่ ผมมีหนังสือของ ร.ย.ส.ท. ขนาดพ๊อกเก็ตบุ๊ก เนื้อหาภายในมีการนำเอาปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดกับรถยนต์ต่างๆ (แบบ Trouble shootings) มารวมไว้ในที่เดียว โดยแบ่งเป็นหมวดๆ เช่นรถสตาร์ทไม่ติด เค้าก็จะโยงไปว่า น่าจะเกิดจากเหตุขัดข้องอะไรบ้าง แบ่งไล่เป้นข้อๆ และควรแก้ไขอย่างไร ดีมากเลย ตอนมาใช้กอล์ฟนี่ผมพยายามจะค้นหาหนังสือเล่มนั้นแต่ก็ไม่เจอแล้ว และหนังสือของ ร.ย.ส.ท. ปัจจุบ้ันก้อดูเหมือนจะไม่มีแบบนั้นแล้วด้วย

    อย่างไรเสียก็ขอบคุณมากเลยครับ ผมว่าเป็นประโยชน์สำหรับผมและเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน อย่าร้อนตัวนะครับเพราะเรามาแบ่งปันความรู้กันครับ อย่างที่คุณว่าแหละครับ ก่อการดีครับ
    ข้อความโดย: mr.boone
    « เมื่อ: มิถุนายน 19, 2012, 02:13:06 pm »

     ..........ต้องขออภัยอย่างมากที่ลืมบอกไปว่าอาการสตาร์ทติดยากจะเป็นเฉพาะตอนเช้า หรือตอนที่จอดรถไว้นานๆ 6-7 ชม.ขึ้นไปแล้วเท่านั้น ถ้าสตาร์ทติดแล้วครั้งต่อๆไปก็ชึ่งเดียวติด ที่ตอนเช้ามันติดยากเพราะเราจอดรถไว้นานทั้งคืน ตอนเช้ามาน้ำมันยังขึ้นไม่พอจึงต้องสตาร์ทนานหน่อย 

     คุณหะมูครับ .....ถ้าสตาร์ทไม่ติดเราก็เช็คไฟก่อน โดยถอดสายหัวเทียน มาจี้ใกล้ๆกราวด์แล้วสตาร์ทเครื่องดู ถ้าไฟ spark ลงกราวด์ เสียงดัง เพียะ..เพียะ.. มองเห็นประกายไฟก็แสดงว่าไฟดี ระวังอย่าให้ถูกมือนะ สดุ้งสุดตัวเลยเพราะไฟฟ้าหลายพันถึงหมื่นโวลท์ ตกใจแทบช็อคเลยทีเดียว   ไฟดีแล้วถึงมาเช็คน้ำมัน คงไม่ต้องใส่หลอดแล้วไว้ดูเหมือนน้ำยาแอร์หรอกครับ อาการน้ำมั้นขึ้นช้าหรือไม่ขึ้นมันนานมากกว่าจะเป็นสักที การตรวจก็ไม่ยากมากนัก คลายนัทล็อคท่อน้ำมันที่รางหัวฉีดออกแล้วลองสตาร์ทดูถ้าน้ำมันพุ่งออกมาก็แสดงว่าปั๊มทำงานแล้ว ถ้าเอาไปให้อู่เช็คบางอู่อาจมีเครื่องวัดแรงดันวัดให้ด้วยกี่บาร์ผมก็จำไม่ได้แล้ว อย่าไปจำมันเลย ถ้าน้ำมันขึ้นและสตาร์ทติดก็โอเคแล้ว แต่ถ้าน้ำมันไม่ขึ้น ก็ตรวจไฟเข้าปั๊ม ถ้าไม่มีไฟเข้าปั๊มก็ตรวจฟิวส์   ถ้าไฟมีแต่ปั๊มไม่ทำงานจำเลยก็คือปั๊มติ๊คนั่นละครับ

    .........ส่วนฝาปิดถังกอล์ฟที่ถอดยาก ก็อย่างที่ผมบอกว่ามันนานมากกว่าปั๊มจะมีปัญหาต้องเปิดฝา สกรูคงเป็นสนิม คลายยากสักหน่อย แต่ก็อยู่ที่ช่าง ถ้ามักง่ายก็ใช้ไขควงตอกเปรี้ยง ..เปรี้ยงไปเลยซึ่งก็เหมือนเราโดนตอกตรงหัวใจไปด้วย แต่ช่างที่ดีจะใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง เช่นใช้ไขควงด้ามตอก ก่อนตอกก็สเปรย์น้ำยาอเนกประสงค์ไว้สักครู่ก็จะช่วยให้คลายสกรูได้ง่ายขึ้น  อย่างว่าแหละบางทีเข้าอู่ดีๆมีมาตรฐานก็กลัจะแพง ก็เลยไปเข้าอู่เล็กๆก็ต้องช้ำใจบ้างละนะ ถ้าทำเองได้ก็ทำเองดีกว่า

    ..........ตัวปั๊มติคน่าจะขัดข้องได้สองด้านคือด้านแม็คคานิค และด้านอีเล็คตริค ถ้าปั๊มยังหมุนได้แต่น้ำมันไม่ขึ้น แสดงว่าชุดปั๊มเสียแล้ว ถอดทิ้งได้เลย แต่ถ้าปั๊มไม่หมุนอาจเกิดอาการปั๊มล็อคเพราะมีชิ้นส่วนของปั๊มแตกหักภายในไปขัดทำให้มอเตอร์หมุนไม่ไป อาการนี้เราอาจลองสลับขั้วต่อสายไฟให้มอเตอร์หมุนกลับทางสักนิดหนึ่ง แล้วก็ต่อกลับที่เดิม ถ้าปั๊มหมุนได้ก็อาจจะใช้ได้อีกสักระยะหนึ่งแต่ก็คงไม่นานรีบหาตัวใหม่มาเปลี่ยนซะก่อนดีกว่า

    คุณมนตรีครับ ....ผมวิเคราะห์เอาตามอาการที่บอกนะ จะให้แน่ต้องให้ช่างตรวจละเอียดอีกที ก็อาจจะเป็นได้ที่ตอนเช้าๆสตาร์ทแล้วน้ำมันยังขึ้นไม่พอ จึงติดๆดับๆ ต่อเมื่อน้ำมันเต็มระบบก็จะสตาร์ทติดง่าย ถ้ารถคุณยังไม่เคยเปลี่ยนปั้มติ๊คมาเลยตั้งแต่ปี 01 ก็11-12ปีแล้ว ก็เตรียมปั๊มสำรองไว้ได้แล้วครับ ถ้าโชคดีอาจจะใช้ได้อีกสักปีสองปี แต่ถ้ามันเกิดมีปัญหาปุบปับ ปั๊มสำรองเรามีแล้วก็เป็นเรื่องง่ายครับ

    ...........อย่าเชื่อผมมากนักนะคุณต้องพิจารณาเอาเองด้วย ผมก็คาดเดาเอาตามประสบการของผมที่พบมา รถบางคันอาจขัดข้องไม่เหมือนกันก็ได้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันนะครับ โชคดีครับ
    ข้อความโดย: montri95
    « เมื่อ: มิถุนายน 18, 2012, 01:07:35 pm »

    ผมใช้ SEAT Alhambra 2001
    ตอนเช้า สตาร์ทติด แล้วดับ (มีติดแล้วติดเลยอยู่ครั้งเดียว ตั้งแต่ได้รถมาเดือนครึ่ง) ต้องสตารท์ โดยเหยียบคันเร่งอีกทีหนึ่ง แต่ก็สัก สิบวินาทีได้กว่าจะติด   แต่พอเครื่องร้อนแล้ว ชึ่งเดียวติดทุกครั้ง
    ไม่ทราบว่าเป็นอาการของปั้มติ๊กหรือไม่ครับ
    ข้อความโดย: นิก เวนโต้94
    « เมื่อ: มิถุนายน 18, 2012, 12:59:12 pm »

    จริงๆ แล้วเวนโต้ผมไม่เคยออกอาการเกี่ยวกับคอยล์และปั๊มติกครับ เพียงแต่ใช้งานมานาน ยังไงมันต้องเสียแน่ๆ ก็เลยชิงเปลี่ยนก่อนทั้ง 2 อย่างเพราะไม่อยากเจอเหตุการณ์เดียวกับรถ BMW แล้วก็เอาตัวที่ถอดออกติดรถไว้เป็นอะไหล่ฉุกเฉิน

    สำหรับอะไหล่โฟล์คที่ผมเคยเจอว่าทำมาจากเมืองจีนก็มี คอยล์จุดระเบิด ปั๊มติ๊ก รีเลย์พัดลมไฟฟ้า สายหัวเทียน ฝาครอบจานจ่าย โช๊คบางยี่ห้อ พัดลมไฟฟ้าหน้าเครื่อง ของพวกนี้บางทีผมเลือกใช้ของมือสองแท้ สภาพดี จะใช้ทนทานนานกว่าด้วยครับ
    ข้อความโดย: หะมู
    « เมื่อ: มิถุนายน 18, 2012, 12:06:20 am »

    สำหรับเจ้าแวเรี้ยนท์ของผม ประสบการณ์เกี่ยวกับปั๊มติ๊กที่เจอมา
    ๑. ได้รถมาใช้วิ่งได้สามวัน รถดับกลางถนนเลย นึกว่าคอล์ยเสีย ที่แท้น้ำมันหมดถัง แต่ผมไม่รู้
        เพราะเข็มน้ำมันชี้ว่ายังมีน้ำมันอยู่ (ยังนั่งชมอยู่เลยว่าเออรถกอล์ฟนี่ไม่กินน้ำมัน เลยไม่เติมเพราะเข็มไม่ตก)
        ตอนหลัง ช่างพงษ์เจอรางพลาสติกของปั๊มมันหักคาอยู่ ทำให้เข็มไม่ตก แต่น้ำมันแห้งหมดเลย

    ๒. อีกหนนึงขับมาดับกลางสะพานข้ามแยกถนนจรัญ กำลังจะขึ้นสะพานซังฮี้ ทีแรกก็นึกว่าน้ำมันหมด เติมน้ำมัน
        แล้ว ก้อยังไม่ติด โทรถามช่างพงษ์อีก เค้าแนะนำให้หาสายไฟต่อจากแถวๆ ขั้วในเรือนไฟท้ายไป
        จี้สลับที่ขั้วปั๊ม เนื่องจากปั๊มน่าจะล๊อก นัยว่าการจี้ไฟสลับขั้วอาจจะทำให้ปั๊มหมุนกลับ แต่ช่างจำเป็นแบบผมทำไม่
        สำเร็จ ต้องรอให้ช่างเอาไส้ในมาเปลี่ยนจนได้

    ผมเห็นด้วยกับที่คุณ mr.boone กะคุณนิก เวนโต้94 แนะนำ ตอนผมใช้โฟล์กรุ่นเก่าประจำ ผมจะมีกล่องเก็บอะไหล่ ที่จำเป็นติดรถไว้เสมอ เนื่องใช้รถเก่าและไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเค้า บางทีหาช่างกลางทางได้ แต่หาอะไหล่ไม่ได้ พอมาใช้กอล์ฟแวเรี้ยนท์ ก็ยังติดนิสัยเก่าอีก เพราะนับว่ารถเราไม่ใช่รถที่ตลาดนิยม อย่างน้อยจอดเสียกลางห้วย กลางทางก็จะไม่ต้องรอนาน แต่ผมไม่ได้สำรองปั๊มติกไว้ในรถ เพราะ ขนาดมันค่อนข้างใหญ่และรุงรังด้วยสายท่อ ประกอบกับรางลูกลอยก็เกะกะ ผมขอขอบคุณคุณ mr.boone ที่ริเริ่มกระทู้นี้ ผมว่ามีประโยชน์จริงๆ แต่อยากจะเสนอข้อสังเกตดังนี้ครับ

    - อาการสตาร์ทยาก แต่สุดท้ายก็ติด ส่วนมากเราจะพุ่งไปที่ระบบไฟแบตฯ มากกว่าระบบน้ำมัน

    - จากการสังเกต ตอนที่รถผมเสียตามข้อ ๑. ผมเคยสงสัยว่า ตรงสายท่อยางน้ำมันก่อนเข้าหัวฉีด ตรงนั้น ถ้า เรา
       จะตัดต่อใส่กระเปาะแบบที่ใช้กรองน้ำมันเบ็นซินแบบใส หรือใช้แบบที่เป็นหลอดแก้ว เพื่อที่จะได้ดูได้ว่ามีน้ำมัน
       ส่งมาถึงหรือไม่ จะได้ไม๊ครับ มันจะทำให้แรงดันน้ำมันลดลงหรือเปล่า หรือมีปฏิกริยาทางใดกับเึีครื่องทางใดไม๊

    - ไอ้เจ้าฝาปิดถังตรงตำแหน่งปั๊มติ๊กของรถกอล์ฟนี่ช่างเปิดยากเย็นซะนี่กระไร (ผมไม่ทราบว่ารุ่นอื่นเป็นไม๊) ถ้า
       ไม่มีเครื่องมือพิเศษ เห็นช่างใช้ไขควงตอกสกัด (เสียข้างทาง) แล้วน้ำตาจะไหล

    - ที่คุณนิก เวนโต้94 บอกว่า"ได้ชิงเปลี่ยนปั๊มติ๊กไปก่อนที่จะแสดงอาการ" นั้น ใช้มาตรการอะไีรเป็นข้อบ่งชี้ให้ชิง
       เปลี่ยนครับ  ผมว่าวิธีนี้ก็ดีนะครับ เหมือนพวกเมนเทนแน๊นซ์เครื่องบิน พอได้ระยะก็เปลี่ยนเลย เสียไม่เสียไม่
       ต้องรอ  ถ้าเรากำหนดได้ว่าอะไหล่อะไรควรใช้ได้ระยะกี่มากน้อยน่าจะดีเหมือนกันนะครับ  แต่คิดแล้วก้อคงจะ
       ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะส่วนมากเราก็นิยมอะไหล่เซียงกง ที่ไม่สดเท่าไรนะฮะ

    - ตอนที่ปั๊มล๊อก ช่างบอกว่าบางครั้งปั๊มติ๊กเป็นของทำในเมืองจีน คุณภาพไม่ดี ใช้แล้วอาจเกิดอาการล๊อก ผมก็
       ไม่ได้ดูซะด้วยว่ามันปั๊มว่า VDO หรือเปล่า ไม่ทราบว่านอกจากปั๊มติ๊กแล้วยังมีอะไหล่ตัวไหนอีกมั๊ย ที่ทำจากจีน
       จะได้ระวังไว้

    จะรอฟังข้อแนะนำเพิ่มเติมนะครับ ขอบคุณครับ
    ข้อความโดย: senee
    « เมื่อ: มิถุนายน 17, 2012, 01:15:27 pm »

    กรณีของผมเป็นGolfก่อนเสียมีวูบนิดๆช่วงความเร็วเกิน100แต่ยังพอไปได้ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นที่ข้อต่อสายคันเร่งตรงสวิทคลิกดาวหักแต่ซ่อมแล้วก็ยังเป็นอยู่ขับได้อีกอาทิตย์เดียว(ช่วงนั้นขับวันละ120กม.)ขับอยู่ดีๆมันวูบแต่สตาร์ทติดพอคลานไปอู่ได้วิ่งได้ไม่เกิน40เร็วกว่านั้นวูบดับรื้อออกมาดูพบว่าท่อทางเดินภายในปั๊มเปื่อยภายในตัวที่เป็นกระบอกอลูมิเนียม
    ข้อความโดย: นิก เวนโต้94
    « เมื่อ: มิถุนายน 17, 2012, 11:30:51 am »

    ถ้ามีสำรองติดรถไว้โดยไม่ต้องรอให้มีอาการก่อนก็ดีครับ เพราะบางครั้งปั๊มติ๊กบทจะไปก็ไปเลย โดยเฉพาะเวลาเดินทางไกล
    ผมเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ครั้งแรกเมื่อตอนขับ e30 ไปใต้ แล้วปั๊มติ๊กไปเสียอยู่ที่บางสะพานน้อย ประจวบฯ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยแสดงอาการมาก่อน บังเอิญเป็นวันอาทิตย์ อู่แถวนั้นหาอะไหล่ไม่ได้ ก็เลยเอาของโตโยต้าใส่ให้ก่อนจนวิ่งได้แล้วกลับมาเปลี่ยนเป็นของตรงรุ่นที่ กทม

    อีกครั้งเกิดกับ e34 เมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง อยู่ๆ ปั๊มติ๊กก็กลับบ้านเก่าโดยไม่ลา ยังดีที่รถติดแก๊ส ก็เลยขับแก๊สกลับบ้านจนได้

    ส่วนเวนโต้ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เพราะชิงเปลี่ยนปั๊มติ๊กไปก่อนที่จะแสดงอาการ

    เดี๋ยวนี้ผมจะมีอะไหล่สำรอง เช่น คอยล์จุดระเบิดและปั๊มติ๊ก ติดรถไว้ทุกคันไว้ช่วยชิวิตยามฉุกเฉินครับ  ;D
    ข้อความโดย: mr.boone
    « เมื่อ: มิถุนายน 17, 2012, 10:14:07 am »

    จากการที่ปั๊มติ๊คเจ้า b5 ของผมเกิดอาการนิ่งเงียบ ไม่ยอมทำหน้าที่ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้เครื่องยนต์ เครื่องยนต์จึงสตาร์ทไม่ติด สตาร์ทกี่ที ๆก็ไม่ติด เช็คดูไฟที่หัวเทียน ไฟก็สปาร์ค เปี๊ยะ ๆ ๆ ๆ แสดงว่าไฟดี ลองเช็คน้ำมันตรงหัวต่อสายน้ำมันเข้ารางหัวฉีด โดยคลายน็อตออก แล้วบิดกูญแจสตาร์ท ปรากฎว่าน้ำมันไม่มาเลย ตรวจดูฟิวส์ทุกตัว(ไม่รู้ว่าตัวใหนเป็นฟิวส์ของปั๊มติค) ก็เลยวัดมันทุกตัวซะเลย ฟิวส์ก็ไม่ขาด เอ้า ! ชัวร์ ๆ อีกทีเอามิเตอร์วัดไฟที่ปลั๊กเข้าถังน้ำมัน แล้วบิดสวิชท์สตาร์ทด้วยนะถึงจะรู้ว่าไฟมาหรือไม่มา ถ้าเปิดสวิชท์เฉย ๆ ไฟก็มาแป๊บเดียว  วัดดูแล้วไฟก็มา ก็เลยสรุปได้ว่า "ปั๊มติคเสียแล้ว" คราวนี้ละงานเข้าต้องจ้าละหวั่นทั้งโทรศัพท์ ทั้งดูเน็ท โดยเฉพาะพวกต่างจังหวัดต้องสั่งอะไหล่จาก กทม ต้องอธิบายรูปร่างหน้าตาปั๊มติ๊ค ทั่งบอกรุ่น- ปีของรถโดยละเอียด แต่กระนั้นก็อาจได้ของผิดรุ่นใช้ไม่ได้อีก ต้องเสียเวลารอ..รอ ..ไป ไม่มีรถใช้ไปหลายวัน  เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว เรามาลองสังเกตูอาการที่ปั๊มมันใกล้จะเสียเพื่อจะได้ซื้อปั๊มติ๊คมาสำรองเป็นอะไหล่ไว้ก่อน สังเกตุง่ายๆดังนี้ครับ


                  รถเราก่อนหน้านี้สตาร์ทติดง่ายมาทุกวัน ชึ่งเดียวติด ๆ แต่มาวันหนึ่งเริ่มสตาร์ทติดยากขึ้น ต้องสตาร์ทนานขึ้น นานขึ้น จนกระทั่งสตาร์ทครั้งเดียวไม่ติด ต้องสตาร์ทสองครั้งจึงจะติด อาการอย่างนี้ละครับที่บอกว่าปั้มเริ่มจะหมดสภาพแล้ว เตรียมหาอะไหล่สำรองไว้ได้แล้วครับ มันอาจจะใช้ได้อีก2-3เดือน แต่เราก็มั่นใจได้ว่ามีอะไหล่สำรองไว้แล้ว จะไปเสียตรงใหน ก็ไม่ยุ่งยากมากนัก แค่หาช่างได้ก็โอเค.แล้ว


               ที่ร่ายยาวมานี่ก็เพื่อเป็นข้อสังเกตุเล็กๆน้อยๆ ให้เจ้าของรถได้สังเกตุไว้บ้างจะได้ไม่ต้องวุ่นวาย และเสียเวลารอนานเหมือนผม  ขอให้มีความสุขกับการใช้รถทุกๆท่านครับ