ข้อความโดย: คนรักรถ
« เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »
ก็น่าจะรวมถึง A3 หรือ Golf/Vento Mk3 ด้วยนะครับ
แต่ผมขอเอาสองเรื่องแยกกันนะครับ
1. เฟืองท้าย... มันหอนเพราะมันสึกหรอ มันสึกหรอเพราะขาดการหล่อลื่นมากเกินไป ส่วนใหญ่ก็เกิดจากการไม่เปลี่ยนถ่ายนั่นแหละครับ (เพราะไม่มีน๊อตถ่ายร่วมด้วยกระมัง) แล้วก็ไม่ได้อยู่ที่รถหรอกครับ อยู่ที่คนดูแล(ซ่อมแซม)มากกว่าครับ แถม VW บางรุ่น ถูกระบุมาให้ใช้น้ำมันเกียร์ออโตฯในเฟืองท้ายซะด้วยซ้ำ (แต่ ผู้ผลิต มารู้ตัวทีหลัง ว่าคิดผิด เลยมีการแจ้งให้ใช้น้ำมันเฟืองท้ายในตอนหลัง) แต่ถ้าสึกแล้วหอนไปแล้ว ก็เลยตามเลยครับ ซ่อมไม่ค่อยได้ นอกจากจะเปลี่ยนใหม่ หรือประทังไปด้วยการใช้น้ำมันเกียร์เบอร์ข้นขึ้น หรือเติมหัวเชื้อ(แบบดี)เพิ่ม อาจได้ผลหรือลดเสียงลงได้บ้างครับ สูตรเก่าแก่ของช่างไทยโบราณ แก้ไขแบบขอไปทีคือ ขี้เลื่อย+จารบีครับ เงียบกริบ แต่วิ่งไม่ออก + ร้อนจี๋เลย (สูตรนี้ไม่แนะนำนะครับ เล่าให้ฟังเฉยๆ)
2. เกียร์ออโตฯ...เหรอครับ เกียร์ออโตฯรถยุ่นไม่ค่อยมีปัญหาเหรอครับ ผมเห็นเค้าก็เปลี่ยนกันด้วยอะไหล่เชียงกงกันเป็นลูกๆเหมือนกันนะครับ งั้น...เอาสั้นๆละกันว่าในกรณีที่ดูแลบำรุงรักษาพอๆกันนะครับ
2.1. ถ้าเป็นรถที่เอาน้ำมันเกียร์ออโตฯไปวนในหม้อน้ำ เกียร์จะทนกว่าหน่อย เพราะน้ำที่มาระบายความร้อนน้ำมันเกียร์ ผ่านการระบายความร้อนมาแล้ว และ หากหม้อน้ำเริ่มตัน เครื่องยนต์จะมีอาการฟ้อง ทำให้ต้องมีการซ่อมแซม น้ำมันเกียร์ออโตฯได้รับอานิสงค์ตรงนี้ไปเต็มๆ
กรณี 2.1. นี้ ผู้ผลิตต้องผลิตหม้อน้ำออกมา 2 แบบสำหรับรถยนต์รุ่นเดียวกันคือ แบบที่มีหลอดน้ำมันเกียร์ออโตฯและแบบที่ไม่มี(สำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา)
2.2. แต่ถ้าเป็นรถที่เอาน้ำมาวนในหม้อแลกเปลี่ยนความร้อนน้ำมันเกียร์ออโตฯ ซึ่งจะใช้น้ำที่เพิ่งออกจากเครื่องยนต์มาระบายความร้อน (ซึ่งร้อนกว่ากรณีแรกเยอะ) ทำให้ส่วนใหญ่เกียร์ก็จะพังก่อนกำหนดเพราะน้ำมันเกียร์ออโตฯต้องพบกับความร้อนที่สูงกว่ากรณีแรกตลอดเวลาอยู่แล้ว และหม้อน้ำมันเกียร์ด้านที่เป็นน้ำก็มักจะตันได้ง่ายๆ (ส่วนใหญ่เกิดจากการขาดการดูแลระบบระบายความร้อน) ซึ่งจะยังไม่มีผลกระทบแก่เครื่องยนต์และการขับขี่ อีกทั้งยังไม่มีอาการออกมาให้เห็น(อาการจะออกก็ต่อเมื่ออาการหนักซะแล้วครับ) เราจึงใช้งานมันต่อไปเรื่อยๆโดยไม่ได้แก้ไข ทำให้เกียร์ออโตฯต้องทำงานด้วยอุณหภูมิที่สูงเกินกำหนดตลอดเวลา(ที่ทางเดินของน้ำยังตันอยู่) น้ำมันเกียร์ออโตฯจึงเสื่อมเร็วกว่ากำหนดอย่างมาก มีผลทำให้ชิ้นส่วนภายในเกียร์ชำรุดสึกหรออย่างรวดเร็ว อุณหภูมิน้ำมันเกียร์ออโตฯนั้น ทางผู้ผลิตได้บรรจุเซนเซอร์วัดอุณหภูมิน้ำมันเกียร์ออโตฯมาให้ไว้ในเกียร์แล้ว เราจะสามารถรู้ได้ด้วยการเสียบครื่องมือตรวจสอบ (เช่น VAG COM ฯลฯ) เข้ากับตัวรถและขอให้แสดงอุณหภูมิน้ำมันเกียร์ออโตฯออกมา ก็จะทราบได้ว่าสูงเกินไปหรือไม่ อย่างไร ก็จะสามารถแก้ไขได้อย่างถูกต้องครับ
กรณีที่ 2.2. นี้ผู้ผลิตไม่ต้องผลิตหม้อน้ำ 2 แบบ แต่ต้องมีตัวแลกเปลี่ยนความร้อน(ออยล์คูลเลอร์นั่นเอง)และท่อทางเดินน้ำเพิ่มเติมสำหรับรุ่นเกียร์ออโตฯ
ผมขอเรียกว่า ออกแบบมาไม่ตรงกับอุปนิสัยในการใช้งานของพวกเรา ที่การซ่อมแซมนั้น ต้องรอให้ออกอาการก่อน ถึงจะยอมซ่อม ถ้าไม่มีอาการเหรอ....อย่ามาหลอกเปลี่ยนอะไหล่ซะให้ยากเลย..ไม่โง่เฟ้ย.....บวกกับที่ผู้ซ่อมก็ขาดความรู้ความเข้าใจ เลยยิ่งไปกันใหญ่ ทำให้ผู้ใช้อย่างเราๆนี่ต้องมาพยายามดูแลกันเองอย่างที่เป็นอยู่นี่แหละครับ
เกียร์ออโตฯของ VW นี้ จะเสียก่อนเวลาอันควรกับรถที่มีลักษณะดังนี้ครับ
0. เป็นรุ่นที่ VAG (Volkswagen AG) ระบุไว้ว่า น้ำมันเกียร์สามารถใช้งานได้ "ตลอดอายุรถ" (55555... ขอหัวเราะนิดนึงครับ)
1. น้ำระบายความร้อนก็ไม่เคยเปลี่ยน ตราบใดที่ไม่รั่วไม่ซึม น้ำยาระบายความร้อนมีอายุนะครับ ไม่ใช่ใช้กันตลอดอายุรถ
2. เปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่น้ำยาไม่เติม สาระพันเหตุผลที่จะไม่ต้องเสียทรัพย์ (อาจเพราะไม่ไว้ใจผู้ซ่อม ฯลฯ) การเติมน้ำยาที่ถูกต้องสามารถป้องกันสนิมในระบบน้ำระบายความร้อน อันเป็นสาเหตุหลักของการอุดตันของออยล์คูลเลอร์เกียร์ได้ครับ
3. ใช้อะไหล่ไม่ได้มาตรฐาน หรือ ของมือ 2 (อะไหล่มือ 2 นี่บางอย่างได้ บางอย่างก็ไม่ควรครับ) คือรู้แล้วหล่ะ ว่าต้องเปลี่ยน แต่ของแท้มันราคาสูงไปหน่อย ใช้ของราคาย่อมเยาว์กว่าน่าจะดีกว่า รถเราก็ไม่ได้ใหม่อะไรนัก ของเก่าหน่ะ เราไม่มีทางทราบสภาพของมันได้อย่างแท้จริงหรอกนะครับ ถึงจะให้ช่างรับประกันก็เถอะ...รถของเราเองนะครับ...
4. เกียร์ออกอาการแล้ว แต่ยังฝืนทู่ซี้ใช้งานต่อไปเรื่อยๆ (ด้วยเหตุผลต่างๆ) ยังวิ่งได้อยู่ รอไปก่อน อาทิตย์หน้าละกัน สอบราคาก่อน เก็บเงินก่อน ฯลฯ
5. ไม่เคยเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ออโตฯเลย....ไม่รู้ว่าต้องเปลี่ยนหรือตั้งใจไม่เปลี่ยนก็ไม่รู้
6. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ใหม่แต่เติมไม่เต็ม(น้อยเกินไป) เพราะผู้ซ่อมแซมไม่เข้าใจถึงวิธีการเติมที่เหมาะสม (ผมไม่ใช้ว่าที่ถูกต้อง เพราะ การเติมให้ได้ระดับน้ำมันเกียร์ที่เหมาะสมในการใช้งาน ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ตามความเป็นจริง คือควรจะเติมให้มากที่สุดเท่าที่จะไม่ไปรบกวนการทำงานตามปกติ ซึ่งจะมากกว่าระดับที่ผู้ผลิตกำหนดเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อมีการต่อออยล์เกียร์แบบอากาศ)
ว่าจะสั้นๆ แต่ตอบไปตอบมา รู้สึกว่าจะไม่ได้เรียกว่าสั้นเลยครับ แต่ก็ตัดอะไรออกให้สั้นลงกว่านี้ ไม่ได้แล้วครับ
4 ม.ค. 2553 , 23:55:01 น