• ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป



  • กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

    เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

    ตอบ

    Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
    Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.
    ชื่อ:
    อีเมล์:
    หัวข้อ:
    ไอค่อนข้อความ:

    Verification:
    Type the letters shown in the picture
    Listen to the letters / Request another image

    Type the letters shown in the picture:
    ตัวย่อรถที่เราใช้สองตัวเป็นภาษาฝรั่ง:

    shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


    สรุปหัวข้อ

    ข้อความโดย: ssss
    « เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »

    พิมพิ์ตั้งนานได้แค่นี้เองเหรอ เสียใจว่ะ6969669696
    1 เม.ย. 2546 , 11:26:24 น
    ข้อความโดย: หัวเราะวันละนิด ดีกว่า
    « เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »

    สนุกดีครับ
    28 ก.พ. 2546 , 10:36:44 น
    ข้อความโดย: ลอร่า
    « เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »

    อ่านจบแล้วต้องส่ายห้วเลย  ไม่ไหว

    27 ก.พ. 2546 , 18:57:50 น
    ข้อความโดย: วินิจ(หัวแตงโมฯ)
    « เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »

    หักมุมได้ดีเชียวครับ.........ผมว่าเป็นการคลายเครียด....ขอบคุณครับที่รังสรรงานประเภทนี้ให้แก่เพื่อนๆ
    27 ก.พ. 2546 , 09:34:08 น
    ข้อความโดย: อ่านแล้ว
    « เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »

    ไร้สาระ
    27 ก.พ. 2546 , 08:43:29 น
    ข้อความโดย: vw3
    « เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »

    เรื่องราวประหลาด ๆ เกิดขึ้นที่นี่เสมอ ๆ
    >> > และทุกคนที่จุดเทียนหน้ากระจก พร้อมกับผิวปาก
    >> > มักจะได้เจอกับเรื่องราวที่ผมอยากจะบอกว่า . . .
    >> >
    >> > ผมชื่อชัยยศ อัครศักดิ์ แต่จะเรียกผมสั้นๆว่า
    >> > "ยศ" ก็ไม่ผิดอะไร
    >> > ผมมีเรื่องราวแปลกประหลาดที่สุดในชีวิต
    >> > มาเล่าให้ทุกคนได้ฟังกัน
    >> > มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับจิตวิญญาณ
    >> > และสิ่งที่ผมไม่สามารถพิสูจน์ได้
    >> > ด้วยหลักการทางวิทยาศสาสตร์ และผมอยากจะเตือนผู้อ่าน
    >> > ที่จิตใจยังไม่เข้มแข็งพอ ให้อ่านอย่าง ระมัดระวัง
    >> > และใช้วิจารณญาณในการอ่าน และจะให้ดี
    >> > ควรมีผู้ปกครองคอยดูแลเป็นระยะ
    >> >
    >> > เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
    >> > ราวๆ เดือน เมษายน ผม แฟนสาว (อ้อย)
    >> > กับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วย "บอย"
    >> > พนักงานบัญชีที่บริษัท "น้องบัว"
    >> > เพื่อนสมัยเรียนมัธยมของอ้อย "น้าศา" น้าสาวของอ้อย และ
    >> > "ไอ้ทอม" น้องชายของผมเอง
    >> >
    >> > พวกเราได้นัดหมายกันไปเที่ยว
    >> > ชายทะเลแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
    >> > เราตัดสินใจเดินทางไปเกาะที่ห่างไกลผู้คน มันไกลมาก
    >> > ไกลจนเกือบจะมีพวกเราเท่านั้นที่ถูกเรียกว่า "คน"
    >> > เพราะนอกจากพวกเราแล้ว ก็มีเพียง "ป้าเจิด" หญิงชรา
    >> > ท่าทางน่ากลัว ผู้ที่เป็นเจ้าของโรงแรม
    >> > ที่มีเพียงแห่งเดียวบนเกาะนี้
    >> > ซึ่งกว่าที่เราจะมาถึงที่นี่ได้ มันก็มืดค่ำมากแล้ว
    >> > แต่มันก็คุ้มกับ บรรยากาศที่สุดแสนจะธรรมชาติ
    >> > (ผมนึกในใจ)
    >> >
    >> > อีกคนเป็นบริกรหนุ่มฉกรรจ์ นามว่า "ปาเด"
    >> > หนุ่มฉกรรจ์ผู้ที่มีรอยสักอย่างโดดเด่นอยู่ที่แขนข้างขวา
    >> > นี่ถ้าผมมาเที่ยวญี่ปุ่น ผมคงเข้าใจว่า ปาเด ต้องเป็น
    >> > ยาคูซา อย่างแน่นอน แต่ผมไม่แน่ใจนักว่า
    >> > รอยสักที่ปรากฏบนแขนของปาเดนั้นเป็นรูปอะไร
    >> > เพราะที่นี่มืดมาก ไม่มีไฟฟ้า
    >> > ต้องใช้คบเพลิงและอาศัยแสงจากเปลวเทียนเท่านั้น
    >> > แต่มันคงไม่ใช่รูป "ชินจังช้างน้อย" หรอก
    >> > เพราะมันช่างไม่เข้ากับหน้าตา อันโหดอุ๋ย หยาบคายม
    >> > และแลดูดุดันของเขาเลย เห็น ปาเด
    >> > บอกกับใครสักคนในกลุ่มพวกเราว่า
    >> > มันเป็นรอยสักที่เป็นเครื่องรางติดตัวของเขา
    >> >
    >> > คืนแรกที่พักผ่อนอยู่ที่นี่
    >> > ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ที่นี่สงบเงียบ เป็นธรรมชาติ
    >> > แต่บางครั้งผมก็รู้สึก
    >> > ว่า มันเงียบมาก เงียบจนผิดสังเกต
    >> > มันเหมือนมีใครสักคนคอยจับตาดูเราอยู่
    >> > (ผมอาจจะคิดไปเอง แต่ผมก็มาทราบภายหลังว่า เพื่อนๆ
    >> > ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
    >> > กับผม แต่ไม่มีใครกล้าปริปาก)
    >> > รุ่งเช้าพวกเราออกเล่นน้ำทะเล และเดินเล่นรอบๆ
    >> > เกาะ แต่ดูเหมือนดินฟ้าอากาศ จะไม่เป็นใจนัก
    >> > ท้องฟ้ามืดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ
    >> > ที่มันเพิ่งจะเป็นเวลาบ่ายโมงกว่าๆ เท่านั้น
    >> > พายุโหมกระหน่ำพัดเข้าหาชายฝั่งอย่างบ้าคลั่ง
    >> >
    >> >
    >> > เรากำลังจะกลับแต่เราก็ต้องพบกับเรื่องที่น่าสงสัยเป็นอย่างยิ
    >> > ่ง
    >> > พวกเราได้พบกับ หญิงวัยกลางคน เดินอยู่ที่ชายหาด
    >> > ท่ามกลางพายุฝนที่ตกกระหน่ำอย่างรุนแรง
    >> > ทำไมมีผู้หญิงมาเดินอยู่ที่นี่
    >> > เธอแต่งตัวดูไม่เหมือนกับคนที่นี่ หน้าตาเธอดูใจดี
    >> > และมีชาติตระกูลแต่เธอดูเศร้ามาก
    >> > แล้วทำไมเธอต้องมาเดินอยู่ท่ามกลางพายุผนเช่นนี้ ? ? ?
    >> > ท้องฟ้ามืดลงทุกที
    >> > มืดจนเราไม่สามารถที่จะมองเห็นเธอได้อีกต่อไป
    >> >
    >> > ก็ไหนป้าเจิด กับ ปาเด บอกว่าบนเกาะนี้
    >> > นอกจากพวกเขา และพวกเราแล้ว
    >> > ก็ไม่มีใครอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ไง
    >> > แล้วผู้หญิงที่เราเห็นเมื่อสักครู่ เธอเป็นใคร ? ? ?
    >> > พวกเราเริ่มสงสัย
    >> > กะกันเอาไว้ว่าเดี๋ยวพอกลับถึงโรงแรมจะต้องถามป้าเจิด
    >> > กับปาเด ให้ได้ความ
    >> >
    >> > เรากลับมาถึงโรงแรมอย่างทุลักทุเลเต็มทน
    >> > พวกเราแยกย้ายกันไปเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำอาบท่า
    >> > นัดกันว่า อีก 1
    >> > ชั่วโมงเราจะออกมาเจอกันอีกครั้งที่ห้องโถง
    >> > พอได้เวลาผมกับแฟน ก็ออกมาที่ห้องโถงตามนัดหมาย
    >> >
    >> > "มีใครเห็นป้าเจิด กับ ปาเด บ้างรึเปล่า"
    >> > ผมรีบถาม เพราะอยากจะถามถึงผู้หญิง
    >> > ที่เจอที่ชายหาด
    >> >
    >> > "ไม่เห็นมีใครเลย ผมเดินดูหลายรอบแล้ว"
    >> > บอย บอกกับพวกเราอย่างนั้น
    >> >
    >> > "ใช่ครับ ผมก็ไม่เห็น ปาเด
    >> > อยู่ข้างนอกเหมือนเคย"
    >> > ทอมพูดเสริมขึ้นมา
    >> >
    >> > สิ้นเสียงพูดคุยของพวกเรา ไฟก็ดับลง
    >> > พวกเราตะโกนด้วยความหวาดกลัว ประตูไม้บานใหญ่ ค่อยๆ
    >> > เปิดขึ้น
    >> > แอ๊ะ แอ๊ะ แอ๊ด ด ด ด ด ด ด เสียงประตู
    >> > ที่เราไม่ค่อยจะคุ้นหูนักในเมืองหลวง ดังขึ้น
    >> >
    >> > ร่างของหญิงผมยาว โผล่ขึ้นต่อหน้าพวกเรา
    >> > เธอค่อยๆ เดินก้าวเข้ามา ทีละน้อย
    >> > พายุยังโหมกระหน่ำอยู่อย่างต่อเนื่อง แสงจากสายฟ้า
    >> > สว่างและมืด เป็นจังหวะ เงาของหญิงที่กำลังเดินเข้ามา
    >> > ช่างดูน่ากลัวเสียนี่กระไร
    >> > เธอเดินมาหยุดอยู่ต่อหน้าพวกเรา
    >> > เปลวเทียนสว่างขึ้นอีกครั้ง
    >> > และเราก็ได้เห็นเธออย่างเต็มตา
    >> >
    >> > ป้าเจิด ! ! ! พวกเราเรียกพร้อมกัน
    >> > เรารู้สึกสบายใจขึ้นอย่างมาก เมื่อได้เห็นป้าเจิด
    >> > และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมรีบถามป้าเจิด
    >> > ถึงผู้หญิงที่ได้พบที่ชายหาดเมื่อบ่าย
    >> >
    >> > ป้าเจิด หน้าตาตกใจทันทีที่ได้ยินคำถาม
    >> > ดูเหมือนเธอจะไม่อยากที่จะให้คำตอบนี้กับพวกเรานัก
    >> > "อย่าไปสนใจมันเลยพ่อหนุ่ม เรื่องมันนานมาแล้ว
    >> > เชื่อป้าสิ" ดูเธอหวาดกลัวที่จะค้องตอบคำถามนี้เหลือเกิน
    >> > "นะครับ ป้าครับ ผมอยากรู้จริงๆ ก็ไหนป้า
    >> > บอกว่าที่นี่ ไม่มีคนอื่นไง"
    >> >
    >> > "ก็ใครบอกล่ะ ว่าผู้หญิงที่เธอเห็นเป็นคน
    >> > ว่าแต่พวกเธอยังอยากฟังเรื่องต่อไปอีกไหมล่ะ"
    >> >
    >> > "เอาสิครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว
    >> > ผมอยากรู้ว่าเธอเป็นใคร"
    >> >
    >> > จากวันนั้นจนถึงวันนี้ มันก็ครบรอบ สามสิบปี
    >> > พอดิบพอดี นี่ถ้าพวกคุณไม่ถามถึง
    >> > ป้าก็คงลืมมันไปแล้วเหมือนกัน มันนานมาก ป้าอยากลืม
    >> > และไม่อยากนึกถึงมัน
    >> > อีก แต่ในเมื่อมันเป็นเช่นนี้
    >> > ป้าก็จะเล่าเรื่องทุกอย่างให้พวกเราฟัง . .
    >> > . .
    >> > ในค่ำคืนใดก็ตาม ณ โรงแรมแห่งนี้
    >> > หากใครได้จุดเทียนอยู่ที่หน้ากระจก และผิวปากไปพร้อมๆ กัน
    >> > แล้วล่ะก็ . .
    >> > . . .
    >> > ป้าเจิดเงียบไป
    >> > ดูเหมือนเธอกำลังคิดอะไรบางอย่าง
    >> > แววตาเธอดูช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร
    >> >
    >> > "จุดเทียน ผิวปาก แล้วมันจะเป็นอะไรครับป้า"
    >> > ทอมทนอดใจไม่ไหว จึงเอ่ยปากถาม
    >> >
    >> > ป้าเจิดหันมายิ้มพร้อมกับคำตอบ
    >> > "เทียนก็จะดับสิว่ะ"
    >> >
    >> > ผมสะกิดป้าเจิดเบาๆ ด้วยปลายเท้า โทษฐานเป็น
    >> > หญิงชรา ที่มีมุขเยอะที่สุดในปฐพี ฝ่ายป้าเจิดก็รับมุข
    >> > ด้วยการกระเด็นไปติดข้างฝาอีกด้านของห้อง อย่างได้อารมณ์
    >> >
    >> > "เอาล่ะ ๆ เมื่อกี้ป้าล้อเล่น
    >> > และจากนี้ไปเป็นเรื่องที่ป้าจะเล่าเรื่องจริง
    >> > ให้พวกเราได้ฟังเสียที" ทุกคนเริ่มตั้งใจฟังอีกครั้ง
    >> >
    >> > คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด พายุเข้า
    >> > และฝนก็โหมกระหน่ำเหมือนในค่ำคืนนี้ไม่มีผิด
    >> > ชายหญิงคู่หนึ่งเดินทางมาที่นี่ ทั้งคู่เพิ่งแต่งงานกัน
    >> > รู้สึกว่าจะยังไม่ถึงสองเดือนดีนัก
    >> > ทั้งคู่มาพักอยู่ที่นี่ 5 คืน
    >> > และคืนที่เกิดเหตุการณ์อันน่าสยดสยอง
    >> >
    >> > ก็ได้เกิดขึ้นในคืนวันสุดท้ายของทั้งสองที่จะพักอยู่บนเกาะแห่งนี้
    >> >
    >> >
    >> >
    >> > พวกเขาไม่ได้มาเที่ยว
    >> > แต่มาเพื่อหาสิ่งของบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ได้ว่ามันคืออะไร
    >> > (ตราบจนทุกวันนี้) คืนสุดท้าย ฝ่ายชายหนุ่ม
    >> > ก็ออกไปข้างนอกเพื่อหาของบางอย่างเหมือนเช่นเคย
    >> > เขารู้ดีว่า เขาอาจจะไม่มีโอกาส ได้กลับมาที่นี่อีก
    >> > หากเขาไม่สามารถหามันพบเขาเดินหาอยู่นาน
    >> > ฝนยังตกหนักเช่นเดิม . . .
    >> >
    >> > เวลาผ่านไปจนถึงรุ่งเช้าของอีกวัน
    >> > ชายหนุ่มก็ไม่ได้กลับมาที่โรงแรม
    >> > ฝ่ายหญิงสาวก็ไม่คิดที่จะกลับบ้าน
    >> > หากไม่ได้พบกับสามีของเธออีกครั้ง
    >> > เธอเฝ้ารอสามีอันเป็นที่รักอยู่ที่นี่ รอนานมาก
    >> > รอจนถึงวันที่พายุโหมกระหน่ำมาอีกครั้ง มันเป็นวันครบรอบ
    >> > 1 ปีของการจากไปของสามี เธอตัดสินใจออกมาตามหาเขา
    >> > เหมือนที่เขาได้ออกตามหาบางสิ่งบางอย่าง
    >> >
    >> > เวลาผ่านไปจนถึงรุ่งเช้าของอีกวัน
    >> > หญิงสาวก็ไม่ได้กลับมาที่โรงแรมอีกเลย
    >> > และทุกวันที่มีพายุฝนกระหน่ำ ใครสักคนบนเกาะแห่งนี้
    >> > ก็จะได้เห็น หญิงสาวหน้าตาดี ออกเดินตามหาอะไรบางอย่าง
    >> > ท่ามกลางพายุฝน และมันก็เป็นอย่างนี้ตลอดมา
    >> > แต่ก่อนที่เธอจะออกไปตามหาสามี
    >> > เธอได้เขียนจดหมายเลือดเอาไว้หนึ่งฉบับ เธอคงรู้ดีว่า
    >> > เธออาจจะไม่ได้กลับมาที่โรงแรมนี้อีก
    >> >
    >> > เธอใช้มีดกรีดที่ข้อมือ
    >> > เหลือดสีแดงสดไหลยาวเป็นทาง เธอเอานิ้วมือที่เปื้อนเลือด
    >> > ขีดเขียนบางสิ่งบางอย่างลงบนกระดาษ
    >> > และป้าก็เก็บมันมาจนถึงทุกวันนี้
    >> > ว่าแล้วป้าเจิดก็เดินไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่ง
    >> > ที่ดูเก่าเหลือเกิน มันมีคราบเลือดอยู่จริงๆ ด้วย
    >> > ไม่มีใครกล้าที่จะหยิบอ่าน
    >> > ทุกคนในขณะนี้เริ่มรู้สึกหวาดกลัวกับเรื่องราวที่ได้รับฟัง
    >> >
    >> > ทันใดนั้น ไฟจากเปลวเทียนก็ดับลงอีกครั้ง
    >> > หลายคนหวีดร้องด้วยความสะพรึงกลัว
    >> >
    >> > ยังไม่ทันที่เสียงหวีดร้องจะเงียบสนิทดี
    >> > เปลวเทียนถูกจุดขึ้นอีกครั้ง แต่มันกลับถูกจุดขึ้นมา
    >> > พร้อมกับกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าในกระจกบานใหญ่นั้น
    >> > มีใบหน้าของ หญิงชราผู้หนึ่ง ผู้ที่พวกเรารู้จักกันดี
    >> > เธอคือ "ป้าเจิด"เจ้าของโรงแรมแห่งนี้
    >> >
    >> > "ปะ ปะ ป ป้า า . . ."
    >> > ยังไม่ทันที่เราจะเรียกสติกลับคืนมา ในเงากระจก
    >> > ภาพของป้าเจิดก็ค่อยๆ หันหลังให้พวกเรา เธอค่อยๆ
    >> > เดินจากไป และก่อนที่จะลับตา เธอหันกลับมาหาเราอีกครั้ง
    >> > แต่ครั้งนี้ ภาพที่เราได้เห็น ไม่ใช่ป้าเจิด
    >> > มันเป็นภาพของผู้หญิงอีกคน ผู้หญิงคนที่ผมจำได้ว่า
    >> > เธอคือคนคนเดียวกับที่เราได้พบเมื่อกลางวัน
    >> > เธอยิ้มให้กับพวกเรา ก่อนที่ภาพของเธอ
    >> > จะจางหายไปในกระจกเงาบานใหญ่ที่อยู่ต่อหน้า
    >> >
    >> > ผมแข็งใจหยิบกระดาษที่มีคราบเลือดเปิดอ่าน
    >> > หวังว่าเธออาจจะต้องการบอกอะไร
    >> > กับเราบางอย่าง เธออาจจะบอกถึง สาเหตุของการตายของเธอ
    >> > กับแฟนหนุ่ม หรือ
    >> > ไม่ก็อาจจจะต้องการให้เราทำอะไรบางอย่างให้เธอ . . .
    >> >
    >> > ขณะนี้ กระดาษเปื้อนคราบเลือด อยู่ในมือของผม
    >> > เปลวไฟของแสงเทียน สลับกับแสงจากฟากฟ้า
    >> >
    >> >
    >> > สว่งพอที่จะให้เราสามารถที่จะอ่านข้อความในกระดาษเปื้อนรอยเลือดนี้ได
    >> > ้ว่า
    >> >
    >> > . . .
    >> >
    >> > "กะลู นึกแล้วว่ามะอึงต้องอ่าน



    [ 26 ก.พ. 2546 , 22:29:34 น