ข้อความโดย: คนรักรถ
« เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am » ผมก็อ่านที่เค้าระบายในกระทู้ข้างล่างแล้ว ก็เห็นใจนะครับ ทั้ง 2 ฝ่ายเลย เพราะว่า ท่านผู้เสียเปรียบ ท่านเองก็บอกแล้วว่าเข้าใจว่าเศรษฐกิจแบบนี้ เป็นยังไง เรียกว่าเป็นช่วงวิกฤติอีกช่วงหนึ่งของประเทศชาติ (และโลก)
ก็คงต้องบอกไว้ตรงนี้แหละครับ ว่า ใครทำอะไรไว้ ก็จะได้รับผลตอบแทนจากการกระทำนั้นเอง ถ้า
อู่เค้าบวกเยอะ"จริง"ต้องการฟันกำไรจากลูกค้า โดยทำงานอย่างไม่มีคุณภาพ ถ้าทำไปเรื่อยๆ เค้าก็จะอยู่ไม่ได้เองแหละครับ สังคมเดี๋ยวนี้มันเร็วครับ Internet มันช่วยเรื่องนี้ได้ดี(เกินไปซะด้วยซ้ำ)
ส่วนลูกค้า VW Audi Seat (หรือยี่ห้อใดๆ) รู้ราคาอะไหล่"จริง"รู้จักอะไหล่แม่นยำทุกชิ้น OEM เจ้าไหนใช้ทน/ดี/ถูก ก็ใช้วิธีซื้อมาให้ช่างคิดค่าแรงเปลี่ยนจะดีกว่าครับ จะได้รับภาระค่าเดินทางไปเลือกซื้ออะไหล่ไว้เองบ้าง อ้อแล้วคิดค่าแรงตัวเองที่เดินทางไปซื้ออะไหล่เข้าไปด้วยนะครับ จะได้คำนวณได้เพิ่มเติมอีกว่า คุณคิดว่าตัวคุณทำงานได้"มูลค่า"เท่าใด
อ่านดูที่ตัวเองเขียนแล้วก็ รู้สึกว่าเข้าข้างช่างไปหน่อย คงเป็นเพราะ ผมตีความเอาเอง(คนเดียว) ว่า"ช่าง"(จริงๆ) นั้น เปรียบเสมือนกับแพทย์ครับ การรักษาพายาบาลหรือการบำรุงรักษารถนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัย พื้นฐานหลักวิชาและความรู้มากมาย (+ประสบการณ์ ซึ่งถ้ามีก็จะประหยัดเวลาไปได้มาก) ถ้ามันง่ายนัก เจ้าของรถอย่างเราๆท่านๆก็คงยกเครื่องรถตัวเองเล่นกันปร๋อ.. แล้วซิครับ โปรดมองว่าช่างที่ควรได้รับค่าแรง ป.4 หรือข้าแรงขั้นต่ำ ก็จะให้ผลงานขั้นต่ำแก่เราเช่นกัน แล้วมันจะไม่ดูค้ากำไรเกินควรไปหน่อยหรือครับ ที่อย่างรับผลงานระดับมาตรฐานด้วยการจ่ายค่าจ้างขึ้นต่ำสุด ในทางตรงกันข้าม ถ้าช่างระดับลูกมือ เห็นว่าเป็นเถ้าแก่ดีกว่าเป็นลูกน้อง ออกมาเปิดอู่เองโดยเข้าใจว่าตนเองวิชาแก่กล้าแล้ว แต่จริงๆแค่เป็น"ลูกจ้างถอด/ใส่ชิ้นส่วน" ไม่มี "พื้นฐานหลักวิชา" มีแต่ประสบการณ์ (ครูพักลักจำ ไม่รู้จริง) แต่เสนอราคาระดับ เซียนเหยียบเมฆ ก็ต้องกลับบ้านเก่าไปตามระเบียบอยู่แล้วแหละครับ
แพทย์น่ะ รักษา คน ที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายพันปีแล้ว และยังคงมีอวัยวะแบบดั้งเดิมอย่างนี้ไปอีกนาน ก็ยังรู้กันไม่หมด ต้องเรียนรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้กันไปเรื่อยๆ
"ช่าง"(จริงๆ) รักษา รถ จริงอยู่ว่าคนเป็นผู้สร้างรถ แต่คนที่จะสามารถซ่อมรถ รุ่นถัดไปที่ออกมาใหม่ๆได้ ย่อมต้องเรียนรู้(ในสิ่งที่ไม่รู้)กันไปเรื่อยๆเช่นกัน แล้วทำไม ถึงไม่ให้"ค่าวิชาชีพ"แก่"ช่าง" อย่างที่เราให้แก่แพทย์หล่ะครับ (เห็นพูดกันแต่ค่าแรง/ค่าเดินทาง)
21 ก.ค. 2551 , 11:29:07 น
ก็คงต้องบอกไว้ตรงนี้แหละครับ ว่า ใครทำอะไรไว้ ก็จะได้รับผลตอบแทนจากการกระทำนั้นเอง ถ้า
อู่เค้าบวกเยอะ"จริง"ต้องการฟันกำไรจากลูกค้า โดยทำงานอย่างไม่มีคุณภาพ ถ้าทำไปเรื่อยๆ เค้าก็จะอยู่ไม่ได้เองแหละครับ สังคมเดี๋ยวนี้มันเร็วครับ Internet มันช่วยเรื่องนี้ได้ดี(เกินไปซะด้วยซ้ำ)
ส่วนลูกค้า VW Audi Seat (หรือยี่ห้อใดๆ) รู้ราคาอะไหล่"จริง"รู้จักอะไหล่แม่นยำทุกชิ้น OEM เจ้าไหนใช้ทน/ดี/ถูก ก็ใช้วิธีซื้อมาให้ช่างคิดค่าแรงเปลี่ยนจะดีกว่าครับ จะได้รับภาระค่าเดินทางไปเลือกซื้ออะไหล่ไว้เองบ้าง อ้อแล้วคิดค่าแรงตัวเองที่เดินทางไปซื้ออะไหล่เข้าไปด้วยนะครับ จะได้คำนวณได้เพิ่มเติมอีกว่า คุณคิดว่าตัวคุณทำงานได้"มูลค่า"เท่าใด
อ่านดูที่ตัวเองเขียนแล้วก็ รู้สึกว่าเข้าข้างช่างไปหน่อย คงเป็นเพราะ ผมตีความเอาเอง(คนเดียว) ว่า"ช่าง"(จริงๆ) นั้น เปรียบเสมือนกับแพทย์ครับ การรักษาพายาบาลหรือการบำรุงรักษารถนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัย พื้นฐานหลักวิชาและความรู้มากมาย (+ประสบการณ์ ซึ่งถ้ามีก็จะประหยัดเวลาไปได้มาก) ถ้ามันง่ายนัก เจ้าของรถอย่างเราๆท่านๆก็คงยกเครื่องรถตัวเองเล่นกันปร๋อ.. แล้วซิครับ โปรดมองว่าช่างที่ควรได้รับค่าแรง ป.4 หรือข้าแรงขั้นต่ำ ก็จะให้ผลงานขั้นต่ำแก่เราเช่นกัน แล้วมันจะไม่ดูค้ากำไรเกินควรไปหน่อยหรือครับ ที่อย่างรับผลงานระดับมาตรฐานด้วยการจ่ายค่าจ้างขึ้นต่ำสุด ในทางตรงกันข้าม ถ้าช่างระดับลูกมือ เห็นว่าเป็นเถ้าแก่ดีกว่าเป็นลูกน้อง ออกมาเปิดอู่เองโดยเข้าใจว่าตนเองวิชาแก่กล้าแล้ว แต่จริงๆแค่เป็น"ลูกจ้างถอด/ใส่ชิ้นส่วน" ไม่มี "พื้นฐานหลักวิชา" มีแต่ประสบการณ์ (ครูพักลักจำ ไม่รู้จริง) แต่เสนอราคาระดับ เซียนเหยียบเมฆ ก็ต้องกลับบ้านเก่าไปตามระเบียบอยู่แล้วแหละครับ
แพทย์น่ะ รักษา คน ที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายพันปีแล้ว และยังคงมีอวัยวะแบบดั้งเดิมอย่างนี้ไปอีกนาน ก็ยังรู้กันไม่หมด ต้องเรียนรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้กันไปเรื่อยๆ
"ช่าง"(จริงๆ) รักษา รถ จริงอยู่ว่าคนเป็นผู้สร้างรถ แต่คนที่จะสามารถซ่อมรถ รุ่นถัดไปที่ออกมาใหม่ๆได้ ย่อมต้องเรียนรู้(ในสิ่งที่ไม่รู้)กันไปเรื่อยๆเช่นกัน แล้วทำไม ถึงไม่ให้"ค่าวิชาชีพ"แก่"ช่าง" อย่างที่เราให้แก่แพทย์หล่ะครับ (เห็นพูดกันแต่ค่าแรง/ค่าเดินทาง)
21 ก.ค. 2551 , 11:29:07 น


