ข้อความโดย:
« เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »
ตาแมวเป็น build-in hydrometer ครับ วัดค่าความถ่วงจำเพาะ แต่วัดแค่ช่องเดียว อย่างที่คุณจิตติบอกนั่นแหละครับ ดังนั้นถามว่าแม่นยำ ไว้ใจได้หรือไม่ คือไว้ใจได้ในระดับหนึ่งครับ
ในตาแมว เป็นลูกบอลสีที่มีน้ำหนักไม่สมมารต มันจะหมุนไปตาม ถพ. ของน้ำกรดในช่องนั้น หมุนมากหรือน้อย ก็เห็นเป็นสีต่างกันไป อย่างที่คุณทนายรูปหล่อบอกครับ
แบตเวลาที่ใช้ไป มันจะเกิดผลึกซัลเฟอร์ไปเคลือบเพลต ผลึกนี้เองที่ทำให้สารละลายน้ำกรดเข้มข้นขึ้น จนวัด ถพ. ที่แตกต่างไปได้ - มันก็เป็นกระบวนการเคลือบด้วยไฟฟ้า เหมือนที่ร้านชุบโลหะ ชุบโครเมี่ยมทำกันน่ะแหละ
การถ่ายน้ำกรดออกทิ้ง(อันตรายมาก) แล้วเติมน้ำกรดใหม่ ทำให้แบตใช้ได้อีกสักพักครับ (ย้อมแมว) แต่ว่าเพลตโดนซัลเฟอร์เคลือบหมดแล้ว ก็ จ่ายไฟไม่ได้อยู่ดี
พูดถึงการวัดไฟแบตแล้ว มีสองแบบครับ ก็คือแบบ Short-Circuit Current ก็คือใช้เครื่องมาวัดกระแสลัดวงจร ย้ำนะครับว่ากระแสลัดวงจร กระแสนี้จะสูงมาก แต่ถ้าแบตเก่าๆ กระแสนี้จะไม่สูงมากนัก แม้จะวัดที่ขั้วได้ 12.5 โวล์ต ก็ตาม
อีกแบบคือ วัด ถพ. อย่างที่คุณจิตติบอก ต้องวัดทุกช่องนะครับ แล้วเอามาเทียบกัน ถ้าแตกต่างกันมากก็แสดงว่าแบตเสื่อม
จะเห็นว่า ผมไม่ได้บอกนะครับว่าวิธีวัดโวล์ท เป็นวิธีวัดแบต เพราะแบตเก่าๆ ก็มีโวล์ท 12 โวล์ทได้ ถ่านไฟฉายมาต่อกันก็ทำ 12 โวล์ทได้ แต่สตาร์ทรถไม่ได้
แต่เอามาวัดแบบอ้อมๆ ได้ เช่น แบตใหม่ ชาร์จเต็ม ก่อนบิดกุญแจโวล์ทมิเตอร์จะอยู่ที่ 12 กว่าๆ ถึง 13 แต่พอบิดสตาร์ท ตอนที่ไดสตาร์ทกำลังดังอยู่นั่นแหละครับ โวล์ทมิเตอร์จะตกลงมาที่ 9-10 โวล์ท(ยิ่งสูงยิ่งดี) แต่ถ้าต่ำกว่านั้น แบตเสื่อมแล้วครับ
แต่พอเครื่องติด โวล์ทมิเตอร์จะอ่านได้ที่ 13.5-14 นิดๆ ไม่เกิน 14.5 ครับ ถ้าเกินแสดงว่า regulator ที่ไดชาร์จเสียแล้ว จะทำให้แบตร้อน-เสื่อม-ไหม้ อาจระเบิดได้เลยเชียว
4 ต.ค. 2011 , 01:41:59 น