ข้อความโดย: ทนายรูปหล่อ
« เมื่อ: เมษายน 01, 1998, 09:56:35 am »
555
พึงมาอ่านครับ พิมพ์เยอะเลยเอาของที่เขาเคยตอบมาบอกแล้วกันขี้เกียจพิมพ์ ไม่ว่ากันนะครับ
ทฤษฏี
เป็นเรื่องที่สัญญาตกลงกันไว้อย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ปัญหาคือว่าข้อตกลงเกี่ยวด้วยกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถามเป็นข้อสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายรับได้ตรงกันหรือไม่ หรือมีอยู่ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจยอมรับได้หรือไม่ก่อนหรือขณะที่จะทำสัญญานั้น ๆ อย่างไรก็ตาม หากมิได้มีการตกลงกันไว้อย่างชัดเจนก็ควรจะต้องใช้หลักทั่วไปหรือหลักความยุติธรรมเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถามต่าง ๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานหรือเพียงเท่าที่ผู้ประกอบธุรกิจได้ใช้จ่ายไปจริงเพื่อการดังกล่าวตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควร
ปฏิบัติ
ในข้อแรกนั้น เงินค่าทวงถามกับค่างวดรถเป็นคนละเรื่องกัน และทางบริษัทที่ทวงถาม ไม่มีสิทธิ์เอามารวมกับค่ารถด้วย เพราะไม่เกี่ยวกัน แล้วการที่จะมาบอกว่า โทรมา 1 ครั้ง คือ จ่าย 200 บาท นั้นเป็นไปไม่ได้ ตามหลักแล้วการโทรมาทวงถามได้ แต่ไม่มีสิทธิ์เรียกเก็บเงินครั้งละ 200 บาท การจะจ่ายหรือไม่น่าจะขึ้นอยู่กับคุณมากกว่า (เขาถึงให้คุณไปลงชื่อยอมรับที่ไฟแนนท์)
ส่วนข้อที่ว่า การเก็บเงินค่าปรับล่าช้านั้น ถ้ามีกำหนดในสัญญาคือ คุณต้องจ่ายตามความเป็นจริง ถ้าไม่ได้เขียนกำหนดไว้ในสัญญา ก็ไม่จำเป็นต้องจ่าย(ส่วนใหญ่มีระบุในสัญญา) เพราะเป็นคนละส่วนกัน แต่ถ้าคุณบอกว่า ยินดีจะจ่ายเงินส่วนนี้ ปัญหาต่างๆ อาจจะคลี่คลาย คงต้องคุยกันว่า จะจ่ายเงินกันอย่างไร แต่ถ้าคุณไม่ยอมจ่าย เมื่อเวลาที่โอน ทางบริษัทไฟแนนซ์ก็อาจจะไม่ยอมโอนให้ โดยอ้างว่า คุณยังติดเงินส่วนนี้อยู่ แต่คุณก็มีสิทธิ์จะปล่อยให้เขาฟ้องเพื่อเรียกเก็บเงินส่วนนี้ได้เหมือนกัน ถ้าเห็นว่า เงินจำนวนที่ต้องจ่าย ซึ่งเป็นเงินค่าโทรทวงถาม เป็นเงินที่ไม่สมควรที่จะจ่ายก็ปล่อยให้ฟ้องไป แล้วไปว่ากันในศาล
16 มี.ค. 2011 , 16:28:17 น